ยาเสพติดเมียนมาพุ่ง ผลิตฝิ่นแซงอัฟกานิสถานแล้ว สงครามกลางเมืองทำให้การผลิตยาเสพติดเติบโตสูง
เศรษฐกิจดิ่งเหวจากสงครามกลางเมืองในเมียนมา นำไปสู่การผลิตยาเสพติดที่เพิ่มขึ้น โดยปัจจุบันเมียนมาแซงหน้าอัฟกานิสถาน ขึ้นแท่นเป็นผู้ผลิตฝิ่นรายใหญ่ที่สุดของโลกแล้ว
รายงานที่จัดทำโดยสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) ระบุว่า พื้นที่ปลูกฝิ่นในเมียนมาเพิ่มขึ้นประมาณ 18% จากปี 2022 สู่ระดับ 47,100 เฮกตาร์ เนื่องจากเป็นแหล่งรายได้ที่สร้างกำไรท่ามกลางสถานการณ์สงครามกลางเมือง โดยการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วนี้ยังเกิดขึ้นพร้อมๆ กับการปลูกฝิ่นในอัฟกานิสถานที่ลดลงจนเกือบหมด หลังจากที่กลุ่มตอลิบานเข้ายึดครองในปี 2564 และสั่งห้ามการปลูกฝิ่น
แซคารี อาบูซา ศาสตราจารย์ที่วิทยาลัยการสงครามแห่งชาติ (NWC) ในกรุงวอชิงตัน กล่าวกับ DW ว่า ”การผลิตฝิ่นที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วนั้นไม่ใช่เรื่องบังเอิญ…. จีดีพีของเมียนมาลดลง 12% นับตั้งแต่รัฐประหาร ระบบสินเชื่อในชนบทพังทลายลง ซึ่งหมายความว่าเกษตรกรหมดหวังที่จะหาหนทางอื่นเพื่อเลี้ยงชีพ”
รายงานของ UNODC ระบุว่า รัฐฉานของเมียนมาซึ่งมีพรมแดนติดกับไทย ลาว และจีน ยังคงเป็นศูนย์กลางการผลิตฝิ่นของประเทศ โดยคิดเป็นสัดส่วนราว 88% ของพื้นที่เพาะปลูกฝิ่นทั้งหมด
การปลูกฝิ่นที่เพิ่มขึ้นยังส่งผลให้มีการส่งออกเฮโรอีนเพิ่มขึ้นด้วย โดยในปี 2023 เฮโรอีนกว่า 150 ตันถูกส่งออกจากเมียนมา คิดมูลค่ากว่า 2 พันล้านดอลลาร์ (7.29 หมื่นล้านบาท) อย่างไรก็ตาม แพทริค วินน์ นักข่าวชาวอเมริกันที่เชี่ยวชาญเรื่องการค้ายาเสพติดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวกับ DW ว่า แม้ว่าการผลิตเฮโรอีนในเมียนมาจะเพิ่มขึ้น แต่ยาบ้ายังคงครองสัดส่วนอันดับ 1 ในภูมิภาคนี้
อาบูซา กล่าวว่า กลุ่มประเทศอาเซียน และประชาคมระหว่างประเทศ จะต้องดำเนินการมากกว่านี้เพื่อลดปัญหาอุตสาหกรรมยาเสพติดของเมียนมาร์ ซึ่งรวมถึงการคว่ำบาตรการค้าสารเคมีตั้งต้นที่จำเป็นสำหรับการผลิตยาเสพติด เช่น เฮโรอีน ยาบ้า และยาเค
“ขณะนี้กลุ่มประเทศอาเซียนไม่ได้ทำอะไรเชิงสร้างสรรค์เลยเกี่ยวกับเรื่องยาเสพติดในเมียนมา… จนกว่าประเทศใกลุ่มอาเซียน ตลอดจนจีนและอินเดีย จะเริ่มแบนการค้าสารเคมีตั้งต้น ผมมองว่าการผลิตยาเสพติดในระดับอุตสาหกรรมจะไม่มีที่สิ้นสุด ประชาคมระหว่างประเทศควรกังวลอย่างมากเกี่ยวกับการเติบโตอย่างรวดเร็วของเศรษฐกิจผิดกฎหมายในเมียนมาร์ ในขณะที่เศรษฐกิจโดยรวมยังคงถดถอย”
ทั้งนี้ เมียนมาเป็นประเทศเดียวในเอเชียตะวันออกที่เศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวสู่ระดับก่อนการระบาดใหญ่ของโควิด-19 โดยคาดว่าจีดีพีจะเติบโตเพียง 1% ในปีนี้ ตามรายงานของธนาคารโลก
(1 ดอลลาร์ = 36.45 บาท)