กองทัพไทย ตรึงกำลังเข้ม หลังทัพเมียนมาเสียฐานที่มั่นสุดท้ายใน ’เมียวดี’ ให้ฝ่ายกะเหรี่ยง ขณะที่มีข่าวว่าอาจมีทหารเมียนมา 200 นายขอลี้ภัยมาฝั่งไทย
ตั้งแต่วันที่ 9 เม.ย. 2567 ช่วงเวลาบ่าย กองกำลังผสม สหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNU), กองทัพปลดปล่อยแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNLA) และกองกำลังพิทักษ์ประชาชน (PDF) สนธิกำลังเข้าตีกองพันทหารราบที่ 275 ของกองทัพเมียนมา ที่ค่ายผาซอง ริมทางหลวงเอเชียหมายเลข 1 (AH1) ห่างชายแดนเมียนมา-ไทย จากเชิงสะพานมิตรภาพแห่งที่ 2 ประมาณ 5 กิโลเมตร ได้สำเร็จเมื่อคืนวันที่ 10 เม.ย. 2567
เนื่องจากกำลังเสริมจากเมืองผาอัน ซึ่งประกอบด้วยขบวนรถหุ้มเกราะและรถลำเลียงพลกว่า 20 คันถูกสกัดเอาไว้ไม่ให้เข้ามาช่วยเหลือ ทำให้ทหาร 200 นายของกองพันทหารราบที่ 275 ได้ทำการร่นถอยออกมาจากค่ายผาซองอย่างเงียบ ๆ ทำให้กองทัพเมียนมา สูญเสียฐานที่มั่นแห่งสุดท้ายในพื้นที่เมียวดีให้แก่ฝ่ายกะเหรี่ยงไป
และถอยร่นลงมาถึงเชิงสะพานมิตรภาพไทย-เมียนมา 2 ฝั่งเมียวดี ซึ่งมีกองทัพบกไทย หน่วยเฉพาะกิจราชมนู กองกำลังนเรศวร ตรึงกำลังเอาไว้อยู่อย่างเข้มข้น โดยมีกองทัพอากาศไทยส่งเครื่องบินออกลาดตระเวนทางอากาศเพื่อเพิ่มการระวังป้องกัน
สำหรับวันที่ 11 เม.ย. 2567 สถานการณ์ในตัวเมืองเมียวดีและแม่สอด ยังอยู่ในสภาพปกติ โดยสะพานมิตรภาพแห่งที่ 1 ยังคงเปิดให้ประชาชนเดินข้ามไปมาหาสู่กันได้ และชาวเมียนมายังคงข้ามมาจากฝั่งเมียวดียังคงมีปริมาณเท่ากับเมื่อวาน แต่ถือว่าเพิ่มมากกว่าช่วงเวลาปกติเป็นเท่าตัว
โดยส่วนหนึ่งเพื่อหลีกเลี่ยงการสู้รบ และเห็นว่าฝั่งแม่สอดมีความปลอดภัยสูงกว่า ทำให้ ณ วันนี้มีปริมาณผู้ขอข้ามสะพานมาจากฝั่งเมียวดีมีถึงวันละ 4 พันคน
สำหรับสะพานมิตรภาพฯ แห่งที่ 2 มีเพียงรถบรรทุกจากฝั่งไทยข้ามไปส่งสินค้าทางฝั่งเมียวดี แต่อาจจะปิดกั้นการสัญจรผ่านสะพาน เนื่องจากยังมีทหารเมียนมาวางกำลังอยู่ที่เชิงสะพานฝั่งเมียวดี 200 นาย อีกทั้งมีรายงานว่า ทหารทั้ง 200 นายอาจจะยื่นขอลี้ภัยมาอยู่ฝั่งไทย
ทั้งนี้ รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์และความมั่นคง เคยให้สัมภาษณ์ถึงแนวโน้มที่ฝ่ายกะเหรี่ยงจะจัดตั้งรัฐคู่ขนานภายในประเทศเมียนมา ซึ่งนี่วันนี้มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้นแล้ว และถือเป็นประเด็นปัญหาใหม่ที่ทางการไทยจะต้องรับมือกับการบริหารจัดการพรมแดนใหม่เพื่อรักษาผลประโยชน์ของคนไทยทุกคน