ธุรกิจเมียนมาแห่ เข้าไทยตามผู้อพยพเมียนมา สื่อญี่ปุ่นชี้ประเทศไทยจะได้รับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ และทำให้รัฐบาลไทยเก็บภาษีได้มากขึ้น
สำนักข่าวนิเคอิ เอเชียรายงานว่าความขัดแย้งในเมียนมา ที่ทำให้ประชาชนในเมียนมาที่ลี้ภัยความขัดแย้งในประเทศมาอาศัยอยู่ในประเทศไทย ทำให้เกิดธุรกิจจัดจำหน่ายอาหารและเสื้อผ้าในประเทศไทยหลายสิบแห่งทั่วประเทศไทย ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา
และเนื่องจากความไร้เสถียรภาพจากความขัดแย้งในเมียนมา ประกอบกับประเทศไทยเป็นประเทศที่มีขนาดทางเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของอาเซียน และมีพรมแดนติดกับเมียนมา ทำให้ประเทศไทยกลายเป็นตลาดทางเลือกที่มีเสถียรภาพสูงกว่า และมีโอกาสเติบโตมากกว่า
โดยมี “เชอร์รี่ อู (Cherry Oo)” ร้านค้าปลีกนาฬิกาเก่าแก่ อายุเกือบ 40 ปี ที่มีสาขาในเมียนมา 38 สาขา และ “ไข่ ไข่ จอ (Khaing Khaing Kyaw)” เชนร้านอาหารเมียนมาต้นตำรับ ต่างก็เข้ามาเปิดสาขาในประเทศไทยแล้ว
โดยร้านไข่ ไข่ จอ เปิดสาขาในประเทศไทยครั้งแรกเมื่อเดือน พ.ย. 2566 ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดี จนเปิดสาขาที่ 2 ในเดือน มี.ค. ที่ผ่านมา อีกทั้งยังมีแผนที่จะขยายสาขาไปยังเชียงใหม่ และพัทยาอีกด้วย
“การขยายธุรกิจส่วนใหญ่มายังประเทศไทยมีจุดมุ่งหมายเพื่อปกป้องสินทรัพย์ทางการเงินของตน ไม่ใช่แค่เรื่องของกำไรทันที แต่เป็นการสร้างรากฐานที่มั่นคงและย้ายสินทรัพย์ไปยังสถานที่ที่ปลอดภัย แต่ในช่วงไม่กี่เดือนมานี้ ธุรกิจต่าง ๆ พบว่ามีความต้องการจากลูกค้าชาวเมียนมาในประเทศไทยเพิ่มมากขึ้น“ ซู นักวิจัยชาวเมียนมาจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกล่าว
จากรายงานของโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) ระบุว่ามีชาวเมียนมาที่อพยพเข้ามาในประเทศไทยอย่างถูกกฎหมายกว่า 1.9 ล้านคนในเดือนเม.ย. 2566 แต่คาดการณ์ว่าหากรวมผู้อพยพอย่างผิดกฎหมายด้วยแล้ว อาจจะมีชาวเมียนมาในประเทศไทยถึง 5 ล้านคน
นอกจากนี้การเกณฑ์ทหารภาคบังคับของรัฐบาลทหารเมียนมาในเดือน ก.พ. ที่ผ่านมา ยังกระตุ้นให้ชาวเมียนมาอพยพออกนอกประเทศมากขึ้น ซึ่งส่งผลให้ชุมชนชาวเมียนมา และฐานผู้บริโภคในไทยเพิ่มสูงขึ้น
ธุรกิจต่าง ๆ ในเมียนมา ต่างก็ไล่ตามลูกค้า และใช้ประโยชน์จากความต้องการความสะดวกสบายที่คุ้นเคยและสินค้าจำเป็นในหมู่ผู้อพยพและผู้ลี้ภัยชาวเมียนมาร์ในประเทศไทยซึ่งถือเป็นภาพสะท้อนสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เลวร้ายลงในเมียนมาอีกด้วย
และการเข้ามาของธุรกิจเมียนมาเหล่านี้ ประเทศไทยอาจจะได้รับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ อาจส่งผลดีต่อห่วงโซ่อุปทานของประเทศ และเพิ่มรายได้ทางภาษีให้แก่รัฐบาล
“ฉันเชื่อว่าธุรกิจเหล่านี้ไม่ได้ถูกมองว่าเป็นภัยคุกคามต่อสังคมไทย เนื่องจากต้องดำเนินการภายใต้กฎระเบียบและการจดทะเบียนของระบบไทย” ศิรดา เขมนิจธทัย อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าว