ท่าทีของจีน-เมียนมา ต่อการตัดไฟเมียนมาของไทย ‘รศ.ดร.ปณิธาน’ เผยสาเหตุที่ผู้แทนจากจีน เข้ามาเคลื่อนไหวกดดันรัฐบาลไทย
รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร นักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงกล่าวถึงท่าทีของเมียนมา ในการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ของไทย ซึ่งรวมไปถึงการตัดไฟฟ้าให้แก่เมียนมาด้วยว่า
ฝ่ายรัฐบาลเมียนมานั้นเองก็ต้องการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์เช่นกัน เนื่องจากว่ากลุ่มเหล่านี้เป็นของชนกลุ่มน้อยที่ต่อต้านรัฐบาลเมียนมา โดยอาศัยเงินทุนจากการทำธุรกิจผิดกฎหมายเพื่อการสร้างความเข้มแข็ง
ในขณะที่จีนนั้นมีความกังวลในเรื่องแก๊งคอลเซ็นเตอร์เป็นอย่างมาก เนื่องจากว่ากลุ่มคนเหล่านี้ทำให้รัฐบาลจีนเสื่อมเสียชื่อเสียงอย่างต่อเนื่อง จึงส่งคนของจีนเข้ามากดดันไทยและเมียนมา ให้จัดการกับกลุ่มเหล่านี้ ซึ่งในขณะนี้ถือได้ว่าในภาพรวมนั้นดีขึ้น
และการที่จีนส่งตัวแทนมาในประเทศไทยในครั้งนี้นั้น จีนต้องการที่จะให้ธุรกิจถูกกฎหมายของจีนในเมียนมาเติบโตขึ้น ซึ่งไม่เพียงเฉพาะจีนเท่านั้นที่ต้องการเช่นนี้ แม้แต่อินเดียเองก็ต้องการเช่นนี้ด้วยเช่นกัน
แต่ในข้อเท็จจริงแล้ว ธุรกิจจีนในเมียนมาที่เติบโตขึ้นนั้นมีทั้งถูกกฎหมายและผิดกฎหมาย จีนจึงต้องการที่จะจัดระเบียบในหลายรูปแบบ ทั้งกองกำลังที่มาประชิดชายแดนจีนในเมียนมา และตามลุ่มน้ำโขง ซึ่งจีนเคยร้องขอการส่งกองกำลังเข้ามาตั้งฐานในพื้นที่ แต่ถูกไทยปฏิเสธ และยืนยันว่าไทยจะจัดการเรื่องเหล่านี้ด้วยตัวเอง
สำหรับเรื่องทุนจีนสีเทานั้น จีนเองก็ต้องการที่จะกวาดล้างด้วยเช่นกัน เนื่องจากทุนจีนเทานั้น นอกจากจะทำให้จีนเสื่อมเสียแล้ว ยังไปสนับสนุนชนกลุ่มน้อยหลายกลุ่มที่ต่อต้านรัฐบาลเมียนมาที่เป็นพันธมิตรกับจีนด้วย
จึงทำให้จีนรุกคืบเข้ามา ภายหลังจากที่จีนจัดระเบียบความมั่นคงใหม่ ปราบปรามปัญหาการทุจริตคอรัปชั่นในฝ่ายความมั่นคงของจีน มีการปลดผู้นำออกหลายคน ซึ่งในวันนี้จีนลงตัวแล้ว และจะเริ่มเข้ามากดดันมากขึ้นเรื่อย ๆ อย่างที่เราเห็น (การส่งตัวหลิว จงอื้ ผู้ช่วยรัฐมนตรีความมั่นคงของจีนเข้ามาดำเนินการในประเทศไทย)
เมื่อถามถึงทฤษฎี 3 เหลี่ยมความเชื่อมโยงกันระหว่างกลุ่มทุนจีนเทา, ชนกลุ่มน้อยในท้องถิ่นของเมียนมา และข้าราชการไทยที่ทุจริต ซึ่งหลายฝ่ายเชื่อว่าเป็นจริงในขณะนี้นั้น รศ.ดร. ปณิธานกล่าวว่าทุกฝ่ายกำลังดำเนินการพิสูจน์อยู่ว่าเป็นจริงหรือไม่ แต่ถือว่ามีความน่าเชื่อถือพอสมควร
เนื่องจากเส้นทางความเคลื่อนไหวของเงินและสิ่งของ เช่นอาวุธ และสินค้าผิดกฎมาย สามารถถูกดักจับได้จากหน่วยข่าวกรองของหลายประเทศซึ่งรวมถึงของไทยด้วย และนี่ถือเป้นเรื่องที่อันตราย อีกทั้งการแข่งขันของมหาอำนาจในเมียนมานั้นก็สูง
ซึ่งจะเห็นได้จากความเชื่อมโยงของผู้นำทางทหารของรัสเซีย และความเคลื่อไหวของสหรัฐและประเทศพันธมิตรในเมียนมา ทั้งที่ผ่านไทย และประเทศอื่น ๆ ในอาเซียน ซึ่งรวมถึงญี่ปุ่นและสิงคโปร์ซึ่งมีบทบาทสูงในเมียนมา
ทั้งหมดนี้สร้างความเป็นกังวลให้แก่ สมช. ของทุกประเทศ และกำลังจับตาดูอย่างใกล้ชิด ซึ่งในบางครั้งมีการปฏิบัติการร่วมกันทั้งแบบเปิดเผย และปกปิด แต่ทั้งนี้ฝ่ายค้านได้ดำเนินการตรวจสอบและเปิดเผยข้อมูลเหล่านี้มากขึ้นเรื่อย ๆ
อีกทั้งยังมีการโอนเงิน ซึ่งมีข้อมูลค่อนข้างละเอียด และบางกรณีมีการดำเนินคดีไปแล้ว มีทั้งการโอนเงินเข้า-ออกประเทศเมียนมานอกระบบ ไปสู่ประเทศในอาเซียน ซึ่งในวันนี้ประเทศมหาอำนาจต่างก็จับตาดูในเรื่องนี้อยู่ เพื่อการแข่งขันในเชิงภูมิรัฐศาสตร์ในปัจจุบัน