เตรียมรับมือ EUDR ก.เกษตรฯ จับมือ มิชลิน รับมือกฎหมายใหม่ของสหภาพยุโรป กระทบการส่งออกยางพารามูลค่า 1.6 หมื่นล้านบาท
ของสหภาพยุโรป (อียู) ซึ่งได้มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2566 และจะมีผลในทางปฏิบัติตั้งแต่วันที่ 30 ธันวาคม 2567
ซึ่งสำหรับประเทศไทยแล้ว มาตรการดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อยางพารามากที่สุด โดยมูลค่าการส่งออกยางพาราของไทยไปสหภาพยุโรปในปี 2566 มีมูลค่ากว่า 16,314.32 ล้านบาท
เมื่อวันที่ 6 มี.ค. 2567 ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มอบหมายนายบุญสิงห์ วรินทร์รักษ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าร่วมหารือกับคณะผู้แทนจาก บริษัท มิชลิน กรุ๊ป เพื่อกำหนดแนวทางบริหารจัดการระบบยางพาราไทย เพื่อรองรับกฎระเบียบ EUDR
นายบุญสิงห์กล่าวว่า มิชลิน เป็นผู้นำเข้าผลิตภัณฑ์ยางล้อหลักของสหภาพยุโรป ซึ่งเป็นสมาชิกของสมาคมผู้ผลิตยางล้อและยางพาราแห่งยุโรป (ETRMA) ถือเป็นลูกค้ารายใหญ่ที่มีการใช้วัตถุดิบยางพาราของประเทศไทย เพื่อการสร้างความเชื่อมั่นในการบริหารจัดการสินค้ายางพาราของไทย
และทางกระทรวงเกษตรฯ ได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานเร่งดำเนินการให้เป็นไปตามกฎระเบียบ EUDR ซึ่งมีเงื่อนไขว่าจะต้องมีความสามารถในการแสดงแหล่งที่มา และตรวจสอบย้อนกลับ (Tracking & Traceability) สินค้าที่จะส่งออกไปยังสหภาพยุโรปได้
ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สนับสนุนและร่วมมือกับ บริษัท มิชลิน กรุ๊ป ในการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมยาง เพื่อความยั่งยืนของยางธรรมชาติร่วมกัน รวมถึงการนำแพลตฟอร์มดิจิตอลรวบรวมข้อมูลห่วงโซ่การผลิตด้านต้นน้ำ
นอกจากนี้กระทรวงยังได้มอบหมายให้การยางแห่งประเทศไทยให้เร่งดำเนินการขยายตลาดเครือข่ายยาง เพื่อให้เข้าถึงจุดรับซื้อผลผลิตของเกษตรกรรายย่อยได้ง่ายและรวดเร็ว เป็นผลดีต่อห่วงโซ่อุปทานยางพารา โดยมีเป้าหมายให้เกษตรกรชาวสวนยางไทยมีรายได้และมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี ประเทศผู้ผลิตและผู้ใช้ยางมีเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างมั่นคง และยังช่วยฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมในการดำเนินธุรกิจจากยางพาราได้อย่างยั่งยืน