บังคับใช้หลักประกันความ เสียหายจากการทำงานที่บ้าน ‘ก.แรงงาน’ ให้นายจ้างเรียกร้องค่าเสียหายจากการนำงาน ไปทำที่บ้านได้ไม่เกิน 10% ของมูลค่างาน
บังคับใช้แล้ว !! หลักประกันการทำงาน หรือหลักประกันความเสียหายในการทำงานจากผู้รับงานไปทำที่บ้าน
กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) ออกประกาศ เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการเรียกหรือรับหลักประกันการทำงาน หรือหลักประกันความเสียหายในการทำงานจากผู้รับงานไปทำที่บ้าน พ.ศ. 2567 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 13 กรกฎาคม 2567 เพื่อให้เกิดความคุ้มครองที่ชัดเจนและเป็นธรรมต่อผู้จ้างงานและผู้รับงานไปทำที่บ้าน
นางโสภา เกียรตินิรชา อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เปิดเผยว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานมีนโยบายให้พี่น้องผู้ใช้แรงงานได้รับการคุ้มครองแรงงานอย่างเป็นธรรมไม่ว่าจะเป็นแรงงานในระบบหรือนอกระบบต้องได้รับสิทธิประโยชน์ที่พึงจะได้รับอย่างถูกต้องตามกฎหมาย
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมากระทรวงแรงงาน โดยกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานได้ดำเนินการพัฒนากฎหมายเพื่อคุ้มครองแรงงานนอกระบบในทุกมิติ เพื่อนำไปสู่แรงงานมีคุณภาพชีวิตที่ดี
โดยล่าสุด ได้ออกประกาศกรมฯ เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการเรียกหรือรับหลักประกันการทำงาน หรือหลักประกันความเสียหายในการทำงานจากผู้รับงานไปทำที่บ้าน พ.ศ. 2567
ซึ่งได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 13 กรกฎาคม 2567 โดยประเด็นสำคัญของประกาศฉบับดังกล่าว เพื่อเป็นการกำหนดหลักเกณฑ์หลักประกันความเสียหายในการทำงานจากผู้รับงานไปทำที่บ้าน ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้รับงานไปทำที่บ้าน พ.ศ. 2553 เพื่อให้เกิดความคุ้มครองที่ชัดเจนและเป็นธรรมต่อผู้จ้างงานและผู้รับงานไปทำที่บ้าน
ว่าที่ร้อยตรี สมศักดิ์ พรหมดำ รองอธิบดี กสร. ในฐานะกำกับดูแลงานด้านการคุ้มครองแรงงานนอกระบบ กล่าวเพิ่มเติมว่า การเรียกหรือรับหลักประกันการทำงานตามประกาศฯ ได้กำหนดว่า ประเภท ปริมาณ หรือมูลค่าของงานที่รับไปทำที่บ้านที่อาจเรียกหรือรับหลักประกันจากผู้รับงานไปทำที่บ้านได้
ได้แก่ งานผลิตเครื่องประดับจากวัตถุมีค่า คือ เพชร พลอย เงิน ทองคำ ทองคำชาวและไข่มุก หรืองานเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์โลหะ เช่น ทองแดง ทองเหลือง ไททาเนียม หรืองานอื่นนอกจากข้างต้น ที่มีมูลค่าของงานที่รับไป ทำที่บ้านในแต่ละงวดการจ้างเกินกว่า 500,000 บาท ขึ้นไป
ซึ่งหลักประกันมี 3 ประเภท ได้แก่
1. เงินสด คือ ให้ผู้จ้างงานนำเงินประกันฝากไว้กับธนาคาร หรือสถาบันการเงิน
2. ทรัพย์สิน คือ สมุดเงินฝากธนาคาร หรือหนังสือค้ำประกันของธนาคาร
3. บุคคล คือ วงเงินค้ำประกันรับผิดชอบต้องไม่เกินร้อยละ 10 ของมูลค่าของงานในแต่ละงวด
สำหรับรายละเอียดของประกาศดังกล่าว ข้อ 9 ระบุว่า “ในกรณีที่ผู้จ้างงานเรียกหรือรับหลักประกันตามข้อ 3 (หลักประกันทั้ง 3 ประเภท) หลายประเภทรวมกัน เมื่อคำนวนจำนวนมูลค่าของหลักประกันทุกประเภทรวมกันแล้วต้องไม่เกินร้อยละสิบของมูลค่างานที่รับไปทำที่บ้านในแต่ละงวดการจ้าง”
ประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการเรียกหรือรับหลักประกันการทำงาน หรือหลักประกันความเสียหายในการทำงานจากผู้รับงานไปทำที่บ้าน พ.ศ. 2567: https://ratchakitcha.soc.go.th/documents/35001.pdf?fbclid=IwZXh0bgNhZW0CMTAAAR2arqlKtMMHvuaLHwUGA6JTm0-SD0bc2gbyQNaxQrI191SqjmWy7Zsx_DM_aem_lwzplVkMku2VFUZtPuSoZw