กอบศักดิ์แนะ 3 เรื่องที่รัฐบาลใหม่ต้องทำ “หัวใจคือความมีเสถียรภาพ” หากทำได้ เงินไหลเข้าประเทศแน่
15 มิ.ย. 66 กรุงเทพธุรกิจจัดงานสัมมนา “Investment Forum: New Chapter, New Opportunity” โดยมี ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) ขึ้นกล่าวปาฐกถาพิเศษ “นโยบายรัฐบาลใหม่ ชี้ชะตา Fund Flow ตลาดหุ้นไทย”
ดร. กอบศักดิ์กล่าวถึงความท้าทายของรัฐบาลใหม่ ไม่ว่าใครจะมาเป็นรัฐบาลก็ตามจะต้องเผชิญหน้ากับความท้าทาย 3 ประการ
1 รักษาแรงส่งทางเศรษฐกิจ
2 สร้างอนาคตให้ประเทศ
3 พัฒนาอย่างสมดุล ลดความขัดแย้งระหว่างเมืองและชนบท
ดร. กอบศักดิ์กล่าวว่า “ที่น่ากังวลใจ ตอนหาเสียงสังเกตมั้ยครับ นโยบายที่ออกมาคือนโยบายอะไร ? แจก สร้างความนิยมใช่มั้ยครับ ? เพราะว่าเวลาหาเสียง กลับไปดู ผมบอกเลยว่า ถ้าพูดนโยบายเรื่องของอนาคตมาก ๆ เขาก็ไม่เข้าใจ เขาก็ไม่ซื้อ มันไม่โดนใจ
เพราะว่าคนที่มีฐานเสียงเยอะคือเกษตรกร แรงงาน ดังนั้นจึงมีนโยบายค่าจ้างขั้นต่ำ นโยบายค่าประกันราคาพืชผลการเกษตร แล้วก็ยังมีเรื่องอื่น ๆ เรื่องของสวัสดิการต่าง ๆ ที่พูดกัน
แต่สิ่งที่สำคัญที่ผมบอกเลยครับว่า ถ้าเราไปดูเลยจะพบว่า พูดนโยบายที่เป็นนโยบายเศรษฐกิจหลัก ๆ เลยน้อยมาก ๆ เลย”
สำหรับแนวทางที่ ดร. กอบศักดิ์เสนอ เพื่อที่จะทำให้ประเทศไทยกลับมามีเสน่ห์อีกครั้งมีดังนี้
“หัวใจคือความมีเสถียรภาพ” ตลาดทุนขออย่างเดียวคือพยากรณ์ได้ (Predictability) มีเสถียรภาพ ตลาดทุนไม่ได้สนใจเลือกข้าง แต่ขอว่าตั้งรัฐบาลแล้วต้องมีเสถียรภาพ เอกชนเดิมไปข้างหน้าได้ และเอกชนเดินไปข้างหน้าได้ ขอให้รัฐบาลที่ตั้งขึ้นมาอยู่ได้ และนิ่งพอที่ทุกอย่างจะโตได้ และเมื่อตั้งขึ้นมาแล้ว ขอให้ทำอย่างน้อย 3 เรื่อง
เรื่องที่ 1 คือทำให้เศรษฐกิจไทยมีแรงส่ง ไปได้ในช่วงที่เศรษฐกิจกำลังชะลอและคับขัน จีน จะดีจะร้ายอย่างไร ในประเทศก็ยังดี กำลังฟื้นจากโควิด ส่งออกของไทย ตกทุกประเทศแต่ยกเว้นจีนที่เพิ่มขึ้นอย่างดี เราต้องพยายามส่งไปจีนให้มากขึ้น ท่องเที่ยว ดีที่สุด ปีนี้คาดว่าจะมาเกือบ 30 ล้าน แต่ว่ามีล็อกต่าง ๆ เต็มไปหมด ต้องแก้ไข
งบประมาณคาดว่าปีนี้จะช้าไป 1 ไตรมาส รัฐบาลใหม่ควรจะเร่งรัดการลงทุนในโครงการต่าง ๆ ที่ได้อนุมัติไปแล้ว อัตราดอกเบี้ยไม่ควรจะขึ้นมาก และรักษาเงินบาทไม่ให้แข็งจนเกินไป ยอมปล่อยให้อ่อนเพื่อประโยชน์ของคนครึ่งประเทศ
เรื่องที่ 2 สร้างอนาคตให้ประเทศ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ค่อยได้คุยกันในช่วงของการเลือกตั้ง เพราะว่าพูดไปไม่ค่อยได้คะแนน ต้องมีการจัดเวทีเสวนาขึ้นมาเขาถึงจะพูด แต่ว่าโดยทั่วไปเขาไม่ค่อยได้พูด แต่สิ่งที่เราได้ยินตรงกันและอยากให้ทำก็คือ การจัดการกฎหมายที่มีอุปสรรคเยอะแยะไปหมด (Regulatory Guillotine) เป็นต้นทุนของเอกชน ซึ่งไม่ต้องใช้งบประมาณ แต่สามารถทำให้เศรษฐกิจไปได้ดี
การเป็น Hub of Asian เป็นโอกาสของเราอย่างยิ่ง ต้องปลดล็อกกฎหมาย เปิดช่องต่าง ๆ ให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางสำคัญ และดึงดูด FDIs (Foreign Direct Investment: การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ) และ Start Ups ในขณะที่เขากำลังอยากเข้ามา
New S-Curve อุตสาหกรรมใหม่ที่เรากำลังทำอยู่ในขณะนี้ แล้วก็ “ที่สำคัญที่สุด เปลี่ยนชื่อก็ได้นะครับ แต่อย่าทิ้ง” เพราะถ้าทิ้งแล้วไปสร้างที่อื่นมันไม่ทัน ขอให้เดินหน้าเรื่อง EEC ส่วน SEC (Southern Economic Corridor: ระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้) ก็สำคัญ เพราะจะเป็นท่าเรือที่เปิดประตูไปสู่อินเดีย
“เมืองไทยพร้อม อีกไม่นานกรุงเทพจะเปลี่ยน” ดร. กอบศักดิ์กล่าว รถไฟใต้ดินเดินแล้ว สีชมพูกำลังตามมา ทุกอย่างกำลังเป็นไปได้ดี การเป็น Hub เป็นไปได้อย่างยิ่ง สามารถเป็น Reginal Head Quarters (สำนักงานใหญ่ประจำภูมิภาค), R&D Center (ศูนย์วิจัยและพัฒนา), Logistic Hub, New S-Curve และ Start Up พวกนี้เป็นเป้าหมายที่เราควรต้องทำ และยิ่งทำก็จะไปได้ดี
สิ่งที่รัฐบาลใหม่ควรต้องทำ คือการทำให้ประเทศไทยกลายเป็นศูนย์กลางของอาเซียนอย่างแท้จริง ทำให้ประเทศไทยมีทางออกสู่ทะเล 2 ข้าง ข้างนึงออกที่แหลมฉบัง อีกข้างหนึ่งต้องออกสู่อันดามันให้ได้ แล้วมันจะทำให้มูลค่าของประเทศไทยเพิ่ม ซึ่งจะเป็นการดึงดูดการลงทุนจากทั่วโลก ส่งผลให้คุณค่าที่แท้จริงเกิดขึ้น
อินเดียกำลังโต เป็นเป้าหมายของเศรษฐกิจยุคใหม่ ปัจจุบันใช้เวลาขนส่งสินค้าจากแหลมฉบังไปอินเดีย ใช้เวลา 3 อาทิตย์ แต่หากเปิดฝั่งตะวันตกได้จะร่นระยะเวลาเหลือเพียงไม่ถึง 1 สัปดาห์ ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยมีคุณค่า ซึ่งเมื่อเทียบกับเวียดนามที่มีเพียงแปซิฟิก (ทะเลจีนใต้) เพียงข้างเดียว หรือพม่าที่มีข้างเดียวคือมหาสมุทรอินเดีย (ทะเลพม่า, ทะเลอันดามัน และอ่าวเบงกอล) ทำให้ประเทศไทยมีความน่าสนใจมาก ๆ
เรื่องที่ 3 การพัฒนาอย่างสมดุล เพื่อลดปัญหาความไม่เท่าเทียมกัน เราจะต้องสร้างความเข้มแข็งจากฐานราก ลดความขัดแย้งระหว่างชนชั้น ลดภาระที่ไม่จำเป็น
ดร. กอบศักดิ์ยกตัวอย่างว่า ประเทศไทยขุดลอกคูคลองบ่อยมาก ขุดแล้วขุดอีก เนื่องจากว่าประเทศไทยมีกฎหมายว่า เมื่อลอกคูคลองแล้ว ดินเป็นทรัพย์ของแผ่นดิน ห้ามขนไปไกล จึงกองไว้ข้าง ๆ ลำคลองที่ขุดมา เมื่อฝนตก ดินไหลกลับที่เดิม จำเป็นจะต้องขุดใหม่อีกครั้ง ขุดกันไม่จบไม่สิ้น
นอกจากนี้รัฐบาลใหม่ต้องแก้กฎหมายที่จะส่งเสริมประชาชน (Empower) ซึ่ง ดร. กอบศักดิ์ย้ำว่า “แจกเงินไม่ใช่คำตอบ แจกเงินเท่าไร ประชาชนก็ไม่มีทางที่จะเข้มแข็งได้ เราต้องหาทางให้เขายืนอยู่บนขาของตัวเอง”
ถ้าเราทำ 3 เรื่องนี้ได้ เงินจะไหลเข้าประเทศเอง เงินมาแน่ มาเยอะด้วย