เวียดนามงานเข้า ญี่ปุ่นฟ้องชดเชยเหตุรถไฟฟ้าล่าช้า มูลค่ากว่า 5,790 ล้านบาท จากความล่าช้าของโครงการ 4,124 วัน ชี้มูลค่าการก่อสร้างเพิ่มขึ้นเกือบ 6 เท่าเป็น 6,300 ล้านบาท
สำนักข่าว Voice of America (VOA) ภาคภาษาเวียดนาม รายงานว่าบริษัทฮิตาชิของญี่ปุ่น ฟ้องร้องเรียกค่าชดเชยจากรัฐวิสาหกิจการรถไฟของเวียดนาม เป็นจำนวนมากกว่า 157 ล้านดอลลาห์ (5,790 ล้านบาท) จากความล่าช้าอย่างร้ายแรงในการก่อสร้างในโครงการรถไฟฟ้าสายแรกในนครโฮจิมินห์
ฮิตาชิ เป็นผู้รับเหมาก่อสร้างทางรถไฟใต้ดินสายที่ 1 เส้นทางเบ๊นถั่ญ– ซ้วยเตียน ซึ่งกำหนดเวลาแล้วเสร็จได้ถูกเลื่อนออกไปแล้วหลายครั้ง และมีค่าใช้จ่ายหลายหมื่นล้านด่ง ซึ่งถึงแม้ว่าผู้รับเหมาชาวญี่ปุ่นมีหน้าที่จัดซื้ออุปกรณ์เครื่องกลและไฟฟ้า หุ้นกลิ้ง ราง และบำรุงรักษารถไฟใต้ดินสายนี้
แต่บริษัทฮิตาชิฟ้องร้องคณะกรรมการบริหารทางรถไฟนครโฮจิมินห์ (MAUR) ซึ่งเป็นผู้ลงทุนในโครงการนี้ ต่อศูนย์อนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศเวียดนาม สำหรับความล่าช้า 4,124 วัน (11 ปีกว่า) และเรียกร้องค่าชดเชยเกือบ 4,000 พันล้านดอง (5,790 ล้านบาท)
อย่างไรก็ดี MAUR ได้ทำหนังสือชี้แจงเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาดังกล่าว ซึ่งโครงการนี้ได้เริ่มต้นมาเมื่อ 12 ปีที่แล้ว และเชื่อว่าข้อเรียกร้องดังกล่าวมาจากฮิตาชิเพียงฝ่ายเดียว และไม่ได้สะท้อนถึงความล่าช้าที่เกิดจากผู้รับเหมาในโครงการ
VOA ยังรายงานว่า เมื่อเดือน ก.ย. 2565 มูลค่าการลงทุนในรถไฟฟ้าสายดังกล่าวได้เพิ่มขึ้นจาก 7.387 ล้าน ล้านดอง (1,100 ล้านบาท) เป็น 43.757 ล้านด่ง (6,300 ล้านบาท) เนื่องจากปัญหาความล่าช้าดังกล่าว อีกทั้งปัจจัยของความล่าช้าของโครงการ สืบเนื่องมาจากความยุ่งยากด้านเอกสาร การเปลี่ยนแปลงการออกแบบ ปัญหาการเตรียมพื้นที่ก่อสร้าง และการแพร่ระบาดของโควิด
ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวมีกำหนดเปิดใช้งานล่าสุดในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ ซึ่งนายยามาดะ ทาคิโอะ เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำเวียดนามได้ส่งจดหมายทางการทูตไปยังนายฟาน วัน ไม ประธานคณะกรรมการประชาชนนครโฮจิมินห์ห์ เพื่อขอให้ยึดตามกำหนดเวลานี้ อีกทั้งยังขอให้เวียดนามแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นมานานหลายปีที่เกี่ยวข้องกับข้อพิพาทเรื่องเงื่อนไขสัญญาและการขยายระยะเวลาการดำเนินโครงการ
VOA รายงานว่าโครงการนี้ไม่ใช่โครงการแรกที่ประสบปัญหาความล่าช้าเช่นนี้ แต่ยังโครงการอื่นที่ประสบปัญหาเดียวกัน การก่อสร้างล่าช้าไปถึง 7 ปี ทำให้เวียดนามต้องแบกรับภาระเพิ่มขึ้น 310 ล้านดอลลาร์ (11,400 ล้านบาท)
“สาเหตุที่โครงการเหล่านี้ล่าช้ากว่ากำหนดเนื่องมาจากผู้นำในรัฐบาลก่อนนี้ไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ และความรับผิดชอบของตน หากไม่มีใครรับผิดชอบและบริหารโครงการสาธารณะ สถานการณ์นี้จะดำเนินต่อไปปีแล้วปีเล่า ซึ่งส่งผลกระทบต่อความไว้วางใจของผู้คนอย่างจริงจัง” นายบุย ถิ อัน อดีตผู้แทนสภาแห่งชาติ กล่าวเมื่อปี 2565
จากรายงานของธนาคารโลก ปี 2566 ระบุว่าเวียดนามขาดแคลนโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งจะทำให้เวียดนามไม่มีความสามารถในการดึงดูดนักลงทุน และการรักษานักลงทุนต่างชาติ ซึ่งรวมถึงนักธุรกิจจีนที่กำลังขยายฐานการผลิตออกนอกประเทศจีนด้วย