ญี่ปุ่นลุยระบบกักเก็บคาร์บอน พร้อมใช้เชิงพาณิชย์ภายในปี 2030 ตอบสนองเป้าหมายลดคาร์บอนและความต้องการพลังงาน
ญี่ปุ่นตั้งเป้านำระบบดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS) มาใช้ในเชิงพาณิชย์ภายในปี 2030 ท่ามกลางความต้องการพลังงานที่เพิ่มขึ้น
9 กลุ่มธุรกิจของญี่ปุ่น 9 กำลังวางแผนที่จะดำเนินโครงการนำร่องใช้ระบบดักจับและกักเก็บคาร์บอนในเชิงพาณิชย์ โดยส่วนใหญ่จะดำเนินการในญี่ปุ่นและมาเลเซีย “เราหวังว่าจะเห็นโครงการหนึ่งหรือสองโครงการเริ่มดำเนินการได้ภายในปี 2030” มาซากิ โทเนะ หัวหน้าฝ่าย CCS ของสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและพลังงานของญี่ปุ่น กล่าว
เทคโนโลยี CCS กำจัดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากแหล่งกำเนิดที่โรงงานและโรงไฟฟ้า โดยฝังคาร์บอนไว้ในชั้นใต้ดินลึก ธุรกิจต่างๆ กำลังเร่งลดต้นทุนในการดักจับและกักเก็บคาร์บอนให้อยู่ในระดับที่สามารถแข่งขันได้ในเชิงพาณิชย์
โทเนะ คาดว่า CCS จะสามารถแข่งขันในเชิงพาณิชย์ได้โดยไม่ต้องได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาลภายในปี 2040 ซึ่งคาดว่าต้นทุนจะลดลงต่ำกว่าราคาคาร์บอน
ราคาคาร์บอนแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ ในยุโรปราคาอยู่ที่ 40-60 ดอลลาร์ (1,350-2,025 บาท) ต่อตัน ในขณะที่ในเอเชียมีราคาต่ำกว่าที่ 20 ดอลลาร์ (675 บาท) ต่อตัน ตามข้อมูลของธนาคารโลก ในขณะที่ CCS ยังคงมีราคาสูงถึง 65-130 ดอลลาร์ (2,194-4,388 บาท) ต่อตัน ซึ่งโทเนะ กล่าวว่า จะไม่มีความต้องการ CCS ในเชิงพาณิชย์หากไม่ได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาล
ประเทศตะวันตก เช่น สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร และนอร์เวย์ เป็นนักลงทุนรายใหญ่ใน CCS โดยมีญี่ปุ่นและจีนก็ตามมาติดๆ ตามข้อมูลของสถาบันวิจัย Global CCS Institute ญี่ปุ่นกำลังพยายามใช้ประโยชน์จากตำแหน่งของตนในฐานะผู้ถือสิทธิบัตรรายใหญ่เป็นอันดับสองในเทคโนโลยีดักจับคาร์บอน รองจากสหรัฐอเมริกา
การขยายขนาด CCS จะเป็นกุญแจสำคัญในการลดต้นทุน โดยญี่ปุ่นมีเป้าหมายที่จะกักเก็บคาร์บอน 6-2 ล้านตันต่อปี ในปี 2030 และเพิ่มเป็น 120-240 ล้านตันต่อปี ภายในปี 2050
กลุ่มธุรกิจญี่ปุ่นทั้ง 9 กลุ่มกำลังมองหาแหล่งฝังคาร์บอน โดยส่วนใหญ่อยู่รอบๆ ญี่ปุ่น หรือในมาเลเซีย เนื่องจากมาเลเซียเป็นผู้ผลิตพลังงานรายใหญ่ที่ได้ใช้พื้นที่แหล่งน้ำมันและก๊าซจนหมด ซึ่งสามารถนำมาใช้กักเก็บคาร์บอนได้
ญี่ปุ่นมีแผนที่จะให้รายละเอียดเกี่ยวกับแผนปฏิบัติการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ หรือ NDC สำหรับระยะเวลาจนถึงปี 2035 ภายในเดือน มี.ค. 2025 ภายใต้ข้อตกลงปารีสว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
นอกจากนี้ จะอัพเดตแผนพลังงานสามปีภายในสิ้นเดือน มี.ค. 2025 เพื่อแสดงให้เห็นถึงการผสมผสานพลังงานไฟฟ้าที่ญี่ปุ่นตั้งใจจะบรรลุในปี 2040 โดยการผสมผสานโรงงานพลังงานความร้อน และ CCS คาดว่าจะช่วยอำนวยความสะดวกในการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบพลังงานคาร์บอนต่ำจนกว่าประเทศจะสามารถสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานลม พลังงานนิวเคลียร์ และไฮโดรเจนได้มากขึ้น
(1 ดอลลาร์ = 33.76 บาท)