ขาดทุน 2.56 แสนล้านบาท Intel รายงานผลขาดทุนจากการดำเนินธุรกิจโรงหล่อชิป ส่งผลให้ราคาหุ้นของ Intel ร่วงลง 4.3%
ที่ยื่นต่อคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐฯ (SEC) เมื่อวานนี้ (2 เม.ย.) ซึ่งขาดทุนมากกว่าระดับของปี 2022 ที่ 5.2 พันล้านดอลลาร์ (1.9 แสนล้านบาท) ขณะที่มีรายได้ลดลง 31% จาก 2.75 หมื่นล้านดอลลาร์ (1 ล้านล้านบาท) ในปี 2022 ส่งผลให้ราคาหุ้นของ Intel ร่วงลง 4.3% ในการซื้อขายหลังปิดตลาดนิวยอร์ก
แพทริก เกลซิงเกอร์ ซีอีโอของ Intel กล่าวกับนักลงทุนว่า 2024 จะเป็นปีที่ธุรกิจโรงหล่อชิปจะมีผลขาดทุนจากการดำเนินงานหนักที่สุด โดยคาดว่าจะถึงจุดคุ้มทุน (break even) จากการดำเนินงานได้ประมาณปี 2027
พร้อมกับอธิบายว่า ธุรกิจการผลิตชิปได้รับผลกระทบจากการตัดสินใจที่ผิดพลาดในอดีต ซึ่งรวมถึงการปฏิเสธที่จะลงทุนในเครื่องจักรผลิตชิปชนิดอัลตราไวโอเลตขั้นสูง (EUV) จาก ASML เมื่อปีที่แล้ว ซึ่งแม้เครื่องจักรเหล่านี้ถึงแม้จะมีราคาสูงถึงกว่า 150 ล้านดอลลาร์ (5.5 พันล้านบาท) ต่อเครื่อง แต่ก็มีความคุ้มค่ามากกว่าเมื่อเทียบกับเครื่องจักรผลิตชิปรุ่นก่อนๆ
จากความผิดพลาดดังกล่าว ส่งผลให้ Intel ต้องจ้างบริษัทอื่น เช่น TSMC ซึ่งเป็นหนึ่งในคู่แข่งรายใหญ่ที่สุดของ Intel ในการผลิตแผ่นเวเฟอร์ ประมาณ 30% อย่างไรก็ตาม เกลซิงเกอร์ กล่าวว่าบริษัทตั้งเป้าที่จะลดตัวเลขดังกล่าวลงเหลือประมาณ 20% โดยปัจจุบัน Intel ได้เปลี่ยนมาใช้เครื่องจักร EUV แล้ว
“ในยุคหลัง EUV เรามีความสามารถในการแข่งขันด้านราคาและประสิทธิภาพ และจะกลับไปเป็นผู้นำในตลาดเซมิคอนดักเตอร์อีกครั้ง จากยุคก่อน EUV ที่เราต้องแบกรับต้นทุนจำนวนมากและไม่สามารถแข่งขันได้” เกลซิงเกอร์ กล่าว
นอกจากนี้ Intel ยังตั้งเป้าว่าจะลงทุน 1 แสนล้านดอลลาร์ (3.67 ล้านล้านบาท) เพื่อสร้างหรือขยายโรงงานเซมิคอนดักเตอร์ใน 4 รัฐของสหรัฐฯ เพื่อไล่ตามคู่แข่งหลักอย่าง TSMC และ Samsung ซึ่งความสำเร็จของแผนการฟื้นฟูธุรกิจนี้ขึ้นอยู่กับความสามารถในการดึงดูดให้บริษัทต่างๆ เข้ามาจ้าง Intel ผลิตชิป
(1 ดอลลาร์ = 36.69 บาท)