เปิดสาระ ร่าง พรบ. ภาษีส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น
เปิดสาระ ร่าง พรบ. ภาษีส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น
แนวคิดในการกระจายอำนาจจากส่วนกลางไปสู่ส่วนท้องถิ่นนั้น เกิดขึ้นในประเทศไทยมานานเกือบ 30 ปี แล้ว โดยจุดเปลี่ยนที่สำคัญนั้น ปรากฏในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 ที่กำหนดให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) มีความเป็นอิสระในการกำหนดนโยบาย การบริหารงาน การเงิน และบุคลากรของตนเอง
และมีการกำหนดอำนาจหน้าที่ของ อปท. อย่างชัดเจน และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการเลือกผู้บริหารและสมาชิกสภาท้องถิ่น เพื่อกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจอย่างเป็นรูปธรรมอีกด้วย
อีกทั้งยังมีการออก พรบ. กำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542 และแนวคิดในการกระจายอำนาจ ยังถูกสืบทอดส่งต่อกันมาในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550
และล่าสุด ได้ถูกกำหนดเอาไว้ใน ผ่านรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 หมวด 14 การปกครองส่วนท้องถิ่น และในยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี
ทั้งในหมวด “ยุทธศาสตร์ชาติด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม” ที่กำหนดให้มีการส่งเสริมให้มีการเพิ่มขีดความสามารถของชุมชนท้องถิ่นในการพัฒนา การพึ่งตนเองและการจัดการตนเอง
และในหมวด “ยุทธศาสตร์ชาติด้านการปรับสมดุล และพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ” ที่มีการกำหนดให้มีการส่งเสริมการกระจายอำนาจและสนับสนุนบทบาทชุมชนท้องถิ่นให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เป็นหน่วยงานที่มีสมรรถนะสูง ตั้งอยู่บนหลักธรรมาภิบาล
อย่างไรก็ดี ข้อจำกัดของการพัฒนา อปท. แต่ละแห่งนั้น มาจากจำนวนภาษีที่แต่ละท้องถิ่นได้รับ เนื่องจากแต่ละที่มีขนาดทางเศรษฐกิจที่แตกต่างกัน
จากข้อมูลใน เว็บไซต์ “ภาษีไปไหน?” แหล่งข้อมูลเปิดของภาครัฐ ระบุว่า ในปีงบประมาณ 2566 กรุงเทพมหานคร เป็นจังหวัดที่มีรายได้รวมสูงสุดที่เกือบ 1.2 แสนล้านบาท ในขณะที่ระนองมีรายได้น้อยที่สุด ที่ 1.8 พันล้านบาท [6]
และเมื่อพิจารณาจากขีดความสามารถในการจัดเก็บภาษีต่อบุคคล จะเห็นได้ว่า เมืองพัทยา มีขีดความสามารถในการจัดเก็บภาษีสูงถึง 8,361.03 บาทต่อคน สูงกว่าภูเก็ตที่เป็นอันดับ 2 เกือบ 1 เท่าตัว (ภูเก็ตจัดเก็บได้ 4,652.64 บาทต่อคน และมากกว่ากรุงเทพฯ เกิน 1 เท่า (กรุงเทพฯ จัดเก็บได้ 3,678.64 บาทต่อคน) [6]
จึงจะเห็นได้ว่า “ความเหลื่อมล้ำ” ทางเศรษฐกิจระหว่างหัวเมืองใหญ่ และเมืองเศรษฐกิจ กับจังหวัดเล็ก ๆ หัวเมืองรองนั้นมีความเหลื่อมล้ำสูงมาก จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่เมืองเล็ก ๆ เหล่านั้น จะมีขีดความสามารถในการพัฒนาตนเองให้ได้ทันเมืองใหญ่ ถ้าไม่ได้รับการจัดสรรงบประมาณมาจากส่วนกลาง
สำหรับกระบวนการจัดทำงบประมาณของแต่ละ อปท. ที่ผ่านมานั้น กระทรวงมหาดไทย จะเป็นผู้ดำเนินการรวบรวมแผนการพัฒนาท้องถิ่นของแต่ละ อปท. ขึ้นเสนอต่อสำนักงบประมาณ สำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อให้สำนักงบฯ เป็นผู้จัดทำและนำเสนอแผนงบประมาณประจำปี ให้คณะรัฐมนตรี และรัฐสภาพิจารณาตามลำดับ
ซึ่งทั้งหมดนี้นั้น ยังถือได้ว่า “ขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน” ดังนั้น ในช่วงเดือนมกราคม ที่ผ่านมา พรรคภูมิใจไทย จึงได้จัดงาน “เวิร์กชอป บ้านเกิดเมืองนอน สู่การพัฒนาท้องถิ่นที่ยั่งยืน” โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถมีส่วนร่วมในการพัฒนาท้องถิ่นได้ ผ่านการบริจาคเงินภาษีให้แก่ท้องถิ่นที่ตรงเองต้องการ
และเมื่อวันที่ 25 ก.พ. 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และ สส. ของพรรค ได้ร่วมกันลงนามสนับสนุน ร่าง พรบ. ภาษีส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น โดยมีสาระสำคัญดังนี้
1 ประชาชน และนิติบุคคล สมารถแสดงเจตนาในการให้รัฐนำเงินที่ตนเสียภาษี ไปอุดหนุน อปท. ได้
2 สามารถอุดหนุน อปท. ได้มากกว่า 1 แห่งในแต่ละรอบปีภาษี
3 บุคคลธรรมดา สามารถอุดหนุน อปท. ใดก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเป็น อปท. ที่ตนมีภูมิลำเนาอยู่ก็ได้
4 นิติบุคคล ต้องอุดหนุน อปท. ในท้องที่ที่ตนสังกัดอยู่ก่อน จึงจะอุดหนุน อปท. อื่นได้
5 กระทรวงมหาดไทยจะรับผิดชอบจัดทำรายชื่อ อปท. ส่งมอบให้กรรมสรรพากรในแต่ละปี
6 กรมสรรพากรเป็นผู้รับผิดชอบ ดำเนินการตาม พ.ร.บ. ฉบับนี้
อ้างอิง
[1] รัฐธรรมนูญ 2540, https://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2540/A/055/1.PDF
[2] พรบ. กำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542, https://www.obtnongpan.go.th/index/load_data/?doc=9908
[3] รัฐธรรมนูญ 2550, https://library.parliament.go.th/sites/default/files/assets/files/give-take/content_thcons/NALT-18cons2550t.pdf
[4] พรบ. การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ. 2560, https://image.mfa.go.th/mfa/0/mkKfL2iULZ/สำนักนโยบายและแผน_(สนผ_)/พรบ._การจัดทำยุทธศาตร์ชาติ.pdf
[5] ยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ. 2560 – 2580 (ฉบับย่อ), https://www.nesdc.go.th/download/document/SAC/NS_SumPlanOct2018.pdf
[6] ภาษีไปไหน?, “ที่มารายได้รวมท้องถิ่น ปีงบประมาณ 2566”, https://govspending.data.go.th/dashboard/7