อินเดียขยับตั้งกำแพงภาษีสกัดเหล็กจีน เพื่อป้องกันจีนใช้ตลาดอินเดียหลบเลี่ยงภาษีสหรัฐฯ
อินเดียกำหนดภาษีนำเข้าเหล็ก 12% เพื่อสกัดการทุ่มตลาดจากจีน ขณะที่มาตรการภาษีของทรัมป์อาจผลักดันให้ผู้ส่งออกในเอเชียตะวันออกปรับเส้นทางการค้าจากสหรัฐฯ ไปยังตลาดอื่น กระทรวงการคลังอินเดียประกาศเมื่อวันจันทร์ (21 เม.ย.)
มาตรการปกป้องทางการค้ามักถูกใช้เมื่ออุตสาหกรรมในประเทศเผชิญกับภัยคุกคามจากการนำเข้าอย่างมีนัยสำคัญ โดยการดำเนินการครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากรัฐบาลของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศเรียกเก็บภาษีนำเข้าเหล็กและอะลูมิเนียมในอัตรา 25% จากทุกประเทศ
ภาษีในอัตราที่สูงอาจผลักดันให้ผู้ส่งออกเหล็กระบายสินค้าสู่ตลาดอื่น โดยมีอินเดียเป็นเป้าหมายหลัก รัฐมนตรีกระทรวงเหล็กและอุตสาหกรรมหนักของอินเดีย เอช.ดี. กุมารสวามี ระบุว่า การใช้มาตรการปกป้องทางการค้าจะช่วยบรรเทาผลกระทบต่อผู้ผลิตในประเทศ โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการนำเข้าที่เพิ่มขึ้น
อินเดีย ซึ่งเป็นผู้ผลิตเหล็กดิบรายใหญ่อันดับ 2 ของโลก ปิดปีงบประมาณ 2024-2025 ในฐานะผู้นำเข้าเหล็กสำเร็จรูปสุทธิเป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน โดยข้อมูลเบื้องต้นระบุว่าการนำเข้าพุ่งสูงถึง 9.5 ล้านเมตริกตัน ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 9 ปี
รายงานของรัฐบาลระบุว่า การนำเข้าเหล็กจากจีน เกาหลีใต้ และญี่ปุ่นคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 78% โดยในช่วง 10 เดือนแรกของปีงบประมาณที่สิ้นสุดในเดือน มี.ค. 2025 ปริมาณนำเข้าจากประเทศเหล่านี้แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ การนำเข้าที่เพิ่มขึ้นส่งผลกระทบอย่างหนักต่อผู้ผลิตเหล็กในประเทศ โดยเฉพาะโรงงานขนาดเล็กที่ต้องลดการผลิตและพิจารณาปลดพนักงาน
การดำเนินการครั้งนี้ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงนโยบายการค้าครั้งใหญ่ครั้งแรกของนิวเดลี นับตั้งแต่ทรัมป์กำหนดภาษีศุลกากรหลายรายการต่อประเทศต่างๆ ในเดือน เม.ย. ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของสงครามการค้ากับจีน
อินเดียได้จัดตั้งคณะกรรมการเพื่อติดตามและป้องกันสินค้าที่อาจถูกเปลี่ยนเส้นทางจากสหรัฐฯ และจีนเข้าสู่ประเทศ เนื่องจากสงครามการค้าที่กำลังดำเนินอยู่ ตามรายงานของสื่อท้องถิ่น
การบังคับใช้ภาษีของสหรัฐฯ ถูกเลื่อนออกไป 90 วัน เพื่อเปิดโอกาสให้มีการเจรจา ในขณะนี้ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ เจ.ดี. แวนซ์ อยู่ระหว่างการเยือนอินเดียเพื่อหารือเกี่ยวกับความคืบหน้าในการทำข้อตกลงการค้าทวิภาคีระหว่างทั้งสองประเทศ
ที่มา: อาร์ที