โอกาสนักธุรกิจไทย เมื่อสหรัฐต้องการข้าวจากกัมพูชา ‘พาณิชย์’ ชี้กัมพูชาขาดโรงสีข้าวและเทคโนโลยีแปรรูป ซึ่งจะเป็นโอกาสของนักธุรกิจไทยที่จะไปลงทุน
สำนักงานส่งเสริมการค้าต่างประเทศ (สคต.) กระทรวงพาณิชย์รายงานว่า เมื่อวันที่ 4 มิ.ย. 2567 นาย Sun Chanthol รองประธานสภาเพื่อการพัฒนากัมพูชา หรือ CDC ได้ต้อนรับนาย Patrick Murphy รองประธานบริหารฝ่ายจัดซื้อข้าวและธัญพืชของบริษัท Otis McAllister Inc.
และคณะผู้แทนจากสมาพันธ์ข้าวแห่งกัมพูชา เพื่อหารือและแลกเปลี่ยนความเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ด้านการแข่งขันในการส่งออกข้าวกัมพูชาไปยังตลาดสหรัฐอเมริกา
โดยนาย Patrick Murphy กล่าวว่าเล็งเห็นศักยภาพของข้าวกัมพูชา และแจ้งว่าสหรัฐอเมริกาต้องการข้าวกัมพูชา ดังเช่นในกรณีข้าวหอมกัมพูชาที่ได้ส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกาแล้ว
ในระหว่างการหารือ นาย Sun Chanthol ได้เสนอให้นาย Patrick Murphy พิจารณาความเป็นไปได้ในนำเข้าผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรอื่นๆ ไปยังตลาดสหรัฐอเมริกา ได้แก่ พริกไทย เม็ดมะม่วงหิมพานต์ และกล้วย ในอนาคต ด้วย
สคต. เสนอข้อมูลที่น่าสนใจว่าในปัจจุบันกัมพูชาสามารถส่งออกข้าวไปยังสหรัฐได้ในปริมาณเล็กน้อย แต่ข้อตกลงนี้ปริมาณการส่งออกข้าวจะเพิ่มระหว่าง 5,000 – 20,000 ตัน ต่อปี และ ในช่วง 5 เดือนแรก (ม.ค. – พ.ค.) ของปี 2567 กัมพูชาส่งออกข้าวมากกว่า 300,000 ตัน ไปยังจุดหมายปลายทางเกือบ 50 ประเทศ โดยมีตลาด จีน และสหภาพยุโรป เป็นตลาดหลัก
อีกทั้งยังได้ให้ข้อเสนอแนะว่า สหรัฐอเมริกา เป็นตลาดขนาดใหญ่ ซึ่งแนวโน้มบริโภคข้าวหอมมาก เนื่องจากเป็นประเทศที่มีหลายเชื้อชาติ ทำให้ความต้องการข้าวหอมมีจำนวนมาก ดังนั้น หากมีคำสั่งซื้อจากสหรัฐอเมริกาเพิ่มขึ้นในอนาคตจะสามารถดูดซับข้าวหอมจากกัมพูชาได้มากเป็นสองเท่าของสหภาพยุโรป
ในขณะที่กัมพูชายังขาดโรงสีข้าวและขาดแคลนเทคโนโลยีที่ทันสมัยในการแปรรูปข้าวให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย สอดคล้องกับ การขยายตลาดสำคัญของกัมพูชา ได้แก่ สหรัฐฯ และสหภาพยุโรป เป็นต้น
ดังนั้นรัฐบาลกัมพูชาจึงสนับสนุนให้นักลงทุนจากต่างชาติที่จะเข้ามาลงทุนในด้านนี้ สามารถขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้
ซึ่งถือเป็นโอกาสของไทยในการขยายธุรกิจที่เกี่ยวข้องในเรื่องข้าว นำความรู้ความชำนาญต่างๆ เข้ามาในกัมพูชา ไม่ว่าจะในรูปแบบของการร่วมทุน หรือการเป็นบริษัทที่ปรึกษา