Newsนโยบายสาธารณะและการพัฒนาพลิกโฉมเกษตรกรรม สู่ความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ความสำเร็จของการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี และการบริหาร ในภาคเกษตรกรรมอีสาน

พลิกโฉมเกษตรกรรม สู่ความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ความสำเร็จของการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี และการบริหาร ในภาคเกษตรกรรมอีสาน

 

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เผยแพร่บทสัมภาษณ์ ผู้ใหญ่ด้า-พสธร หมุยเฮบัว ผู้ใหญ่บ้าน บ้านแฝก-โนนสำราญ จ.นครราชสีมา คนหนุ่มไฟแรง อายุ 32 ปี ซึ่งจบการศึกษาจากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และมีประสบการณ์การทำงานทำงานประจำ ก่อนที่จะกลับมาใช้ชีวิตเกษตรกรในบ้านเกิด

 

พร้อมนำแนวคิดการทำนารูปแบบใหม่ “นาหยอด” ควบคู่กับการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการเกษตรมาช่วยลดต้นทุน ลดการใช้แรงงาน แต่กลับช่วยเพิ่มผลผลิตและได้รับผลตอบแทนที่สูงขึ้น อีกทั้งยังนำเอาองค์ความรู้ด้านการบริหารจัดการเข้ามาพัฒนาบ้านเกิด ผ่านการตั้งกลุ่มสหกรณ์ออมทรัพย์ เพื่อส่งเสริมให้ลูกบ้านมีวินัยทางการเงิน สร้างความมั่นคงทางการเงินอย่างยั่งยืน

 

ผู้ใหญ่ด้ากล่าวว่าการทำนารูปแบบเดิมนั้น เป็นการทำแบบสืบต่อ ๆ กันมาโดยไม่ได้คำนึงถึงต้นทุนและความเสี่ยง จึงเริ่มเชิญชวนให้ชาวบ้านในชุมชนเปลี่ยนวิธีการมาเป็นวิธีการ นาหยอด ซึ่งเป็นวิธีการใช้เครื่องจักรจัดเรียงต้นข้าวให้เป็นระเบียบ

ซึ่งวิธีการนี้เหมาะสมกับสภาพผืนดินแห้งแล้งของภาคอีสาน อีกทั้งยังใช้ปริมาณเมล็ดพันธุ์ข้าวต่อไร่น้อยกว่านาหว่าน ดูแลง่าย และช่วยลดต้นทุนการผลิต ที่สำคัญคือได้ผลผลิตข้าวเยอะ คุณภาพดีเพราะข้าวทุกต้นมีพื้นที่ในการดูดซึมสารอาหารจากดิน ทำให้ขายได้ในราคาที่สูงขึ้น

 

ซึ่งเครื่องหยอดนั้นใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวแค่ 10 กิโลกรัมต่อไร่ ในขณะที่ทำนาหว่านต้องใช้เมล็ดพันธุ์ถึง 30 กิโลกรัมต่อไร่ ถือว่าช่วยเพิ่มผลผลิตและลดต้นทุนได้ นอกจากนี้ ยังมีการนำโซลาร์เซลล์ และโดรนฉีดพ่นยา เข้ามาประยุกต์ใช้ 

 

ซึ่งแน่นอนว่าในช่วงแรกที่มีการนำ “นวัตกรรมเทคโนโลยีทางการเกษตร” มาใช้นั้น จะต้องพบกับแรงต้านทานจากชาวบ้าน

 

“ตอนแรกไม่มีใครเชื่อว่าสิ่งที่เรานำเข้ามาจะช่วยให้ชีวิตเขาดีขึ้น เราก็ต้องพยายามพิสูจน์ให้ได้โดยทำให้เห็นเป็นตัวอย่าง ตัวผมเองก็ทำแปลงนาตัวอย่าง ประกอบกับเทคโนโลยีการสื่อสารที่รวดเร็ว มีคลิปวิดีโอให้ดูว่าหลายคนทำได้สำเร็จจริง ทำแล้วมีกำไร ยิ่งสร้างความมั่นใจให้เขา 

 

นอกจากนี้ ยังมีโดรนฉีดพ่นยา ราคาถูกกว่าจ้างคนและไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย นอกจากนี้ยังมีเครื่องอบข้าว เครื่องนวดข้าว รถเกี่ยวข้าว และอื่น ๆ

 

ทัศนคติของคนทำนาจะชอบทำอะไรแบบเดิม ๆ แต่ถ้าเราเปลี่ยนให้เขารู้จักการนำนวัตกรรมไปใช้ เขาก็จะไม่ขาดทุน ยกตัวอย่างถ้าเราเกี่ยวข้าวด้วยมือ 1 ไร่ต้องจ้างคนในราคา 1,000-2,000 บาท แต่พอเปลี่ยนเป็นรถเกี่ยวข้าว ก็เหลือแค่ 600 บาท รวดเร็วขึ้นและสะดวกปลอดภัยมากขึ้นด้วย”

 

สำหรับ เครื่องมือการเกษตรที่มีในชุมชนตอนนี้มาจากทั้งการสนับสนุนจากภาครัฐ รางวัลชนะการแข่งขันของบริษัทเอกชน และผู้มีทุนทรัพย์ในชุมชนซื้อมาเพื่อให้บริการคนในชุมชนด้วยราคาที่เป็นธรรม

 

“สมัยก่อนว่ากันว่าการมีลูกสาวสวยถือเป็นศักดิ์ศรี แต่ทุกวันนี้การทำนาสวยเป็นศักดิ์ศรีของคนในหมู่บ้านเราไปแล้ว (หัวเราะ) ทำแข่งกันให้มันสวยให้มันดี แข่งใช้นวัตกรรมเพื่อเพิ่มผลผลิตต่อไร่ เรียกว่าเป็นความภาคภูมิใจของชาวบ้านเลย” ผู้ใหญ่ด้ากล่าว

 

การเข้ามาปฏิวัติรูปแบบการทำนาของผู้ใหญ่ด้า สามารถพลิกฟื้นวิถีชีวิตของชาวบ้านในบ้านแฝก-โนนสำราญ จ.นครราชสีมา ได้เป็นอย่างมาก ซึ่งนอกจากจะเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตแล้ว ยังช่วยลดต้นทุน อีกทั้งยังประหยัดแรง ซึ่งเกษตรกรในพื้นที่นั้นส่วนใหญ่แล้วจะเป็นผู้สูงอายุ ซึ่งถือได้ว่ามีความเหมาะสมกับยุคสมัย สังคมสูงวัย ในปัจจุบันเป็นอย่างมาก

 

“หลังจากเปลี่ยนมาทำนาหยอด ทำเมล็ดพันธุ์เอง เอาเครื่องมือสมัยใหม่มาช่วย ทุกอย่างก็ดีขึ้น รายได้เพิ่ม ประหยัดแรงคนแก่ไปได้เยอะ ก็รู้สึกดีใจนะ ภูมิใจที่เรารวมกลุ่มกันได้ สามัคคีกันดี ไม่มีแตกแยก” นายป้อม ดงหงษ์ เกษตรกรวัย 76 ปีกล่าว

 

นอกจากนี้ ภายใต้ภาวะผู้นำของผู้ใหญ่ด้า เขายังสามารถรวมชาบ้านให้เป็นกลุ่มเป็นก้อน ร่วมแรงร่วมใจกัน  ทำแบรนด์ของตัวเอง ภายใต้การสนับสนุนจากภาครัฐที่เข้าไปส่งเสริมในหลาย ๆ ด้าน ซึ่งรวมไปถึง ธปท. ที่เข้าไปให้ความรู้ด้านการเงินแก่ประชาชน ช่วยให้ชาวบ้านมีความมั่นคง และมั่งคั่งทางการเงินได้อย่างยั่งยืน

 

“ตั้งแต่ชาวบ้านทำเมล็ดพันธุ์ข้าวเอง ราคาขายก็ดีขึ้น ได้เงินเป็นก้อน เทียบกับสมัยก่อนตอนที่ขายให้กับโรงสี ขายเป็นถุง ๆ ได้เงินครั้งละ 1,000-2,000 บาท อย่างมากสุดก็หลักหมื่น 

 

แต่ทุกวันนี้ขายให้กับกรมการข้าว ได้เงินครั้งละเป็นแสน บางคนได้เกือบล้านก็มี ที่ภาคภูมิใจกว่านั้นคือเมล็ดพันธุ์ของเรากระจายไปขายให้กับชุมชนอื่น ๆ ภายใต้แบรนด์ของเราเอง” นางสุภาภรณ์ หมุยเฮบัว ประธานกลุ่มผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวบ้านแฝก-โนนสำราญกล่าว

 

นอกจากการปลูกข้าวแล้ว ชาวบ้านยังทอผ้ามัดหมี่ เพื่อเป็นอาชีพเสริม โดยใช้ “ลายขอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ” ถือเป็นผลิตภัณฑ์ประจำท้องถิ่นที่มีชื่อเสียงในระดับประเทศ และได้รับรางวัลมาแล้วมากมายอีกด้วย

 

ทั้งนี้ เรื่องราวความสำเร็จของชาวบ้านในบ้านแฝก-โนนสำราญ จ.นครราชสีมา ยังมีเรื่องราวที่น่าสนใจอีกมาก สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของ ธปท. https://www.bot.or.th/th/research-and-publications/articles-and-publications/bot-magazine/Phrasiam-68-1/Inspiration_BanFaek.html 





เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    เปิดใช้งานตลอด

    คุกกี้ที่มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้งานเว็บไซต์ได้อย่างเป็นปกติ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้เพื่อปรับเนื้อหาให้เข้ากับกลุ่มเป้าหมาย

    คุกกี้ประเภทนี้จะเก็บข้อมูลต่าง ๆ รวมทั้งข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับตัวคุณ เพื่อให้เราสามารถนำมาวิเคราะห์ และนำเสนอเนื้อหา ให้ตรงกับความเหมาะสมและความสนใจของคุณ

บันทึกการตั้งค่า