ประชาธิปไตย ไม่ใช่ใบอนุญาตให้ทำผิดกฎหมาย ถอดบทเรียกรณี ศาล รธน.เกาหลีใต้ถอดถอนประธานาธิบดี | The Structure
การลงมติของศาลรัฐธรรมนูญ ให้ น.ส. แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ยุติการปฏิบัติหน้าที่เมื่อวันที่ 1 ก.ค. 2568 ทำให้คนส่วนหนึ่งตั้งคำถามว่าตุลาการควรจะมีอำนาจในการระงับ/ถอดถอนการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งหรือไม่? ประเทศอื่นฝ่ายตุลาการ มีอำนาจถอดถอนฝ่ายบริหาร (รัฐบาล) หรือไม่ ?
แนวคิดในการจัดตั้งศาลรัฐธรรมนูญ เกิดขึ้นครั้งแรกในออสเตรีย เมื่อปี 2463 (105 ปี) เพื่อการบังคับใช้รัฐธรรมนูญของสาธารณรัฐออสเตรียที่ 1 และมีหลายประเทศจัดตั้งศาลรัฐธรรมนูญตามแบบออสเตรียตามมาอีกกว่า 80 ประเทศทั่วโลก แต่สำหรับประเทศที่ไม่มีศาลรัฐธรรมนูญ ก็จะมีการจัดตั้งศาลสูงสุด (Supreme Court) เพื่อการทำหน้าที่ที่คล้ายคลึงกับศาลรัฐธรรมนูญ
สำหรับการถอดถอนผู้นำรัฐบาล (ประธานาธิบดี หรือนายกรัฐมนตรี) ในประเทศต่าง ๆ นั้นศาลรัฐธรรมนูญ หรือศาลสูงสุดล้วนแต่มีอำนาจในการถอดถอนทั้งทางตรง และทางอ้อม โดยตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด และเพิ่งเกิดขึ้นล่าสุดคือกรณีของประธานาธิบดียุน ซ็อก-ย็อล ของเกาหลีใต้
ปธน. ยุน จากพรรคพลังประชาชน ชนะการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 9 มี.ค. 2565 จากกระบวนการเลือกตั้งโดนตรง โดยประชาชนเป็นผู้ลงคะแนนเลือก ปธน. ของตน ด้วยคะแนนกว่า 16 ล้านเสียง คิดเป็น 48.56%
ซึ่งแตกต่างจากประเทศไทย ที่ประชาชนเลือกนายกฯ ทางอ้อมผ่านการลงคะแนนเสียงเลือก สส. เพื่อให้ สส. ไปลงคะแนนเลือกนายกฯ ในสภา
แต่เมื่อวันที่ 3 ธ.ค. 2567 ปธน. ยุน ได้สร้างความตื่นตะลึงไปทั่วโลกด้วยการสั่งเคลื่อนกองทัพเข้ายึดรัฐสภา ประกาศกฎอัยการศึก โดยอ้างว่าเพื่อรักษาความปลอดภัยของประเทศจากผู้ฝักใฝ่เกาหลีเหนือ แต่ถูก สส. เกาหลีใต้บุกฝ่ากำลังทหารเข้าไปโหวตในสภา เพื่อยับยั้งคำสั่ง ปธน. ดังกล่าว ส่งผลให้ประกาศกฎอัยการศึกถูกยกเลิกในเวลาต่อมา
วันที่ 4 เม.ย. 2568 ศาลรัฐธรรมนูญเกาหลีใต้ลงมติเป็นเอกฉันท์ให้ถอดถอน ปธน. ยุนออกจากตำแหน่ง โดยศาลเห็นว่าการส่งทหารไปยังรัฐสภาเพื่อขัดขวางการทำงานของสภา “ไม่มีความชอบธรรม” และ “ไม่มีสถานการณ์ฉุกเฉินแห่งชาติ” ที่จะสนับสนุนการตัดสินใจดังกล่าว
และเห็นว่าการออกประกาศกฎอัยการศึกของ ปธน. ยุนนั้น เป็นการดำเนินการเพียงลำพังโดยไม่ปฏิบัติตามกระบวนการที่กำหนดให้มีการปรึกษาคณะรัฐมนตรีและให้รัฐสภามีส่วนร่วม ถือเป็นการ “ละเมิดสิทธิทางการเมืองขั้นพื้นฐานของประชาชน”, “ทำลายหลักนิติธรรมและประชาธิปไตย” และ “ขัดต่อหน้าที่ของประธานาธิบดีที่ต้องปกป้องประชาชน”
ทั้งนี้ ปธน. ยุน ไม่ใช่ ปธน. เกาหลีใต้คนแรกที่ถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งถอดถอนออกจากตำแหน่งที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน แต่ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 10 มี.ค. 2560 ปธน. พัค กึน-ฮเย เคยถูกศาลรัฐธรรมนูญเกาหลีใต้ สั่งถอดถอนมาก่อนหน้านี้
ปธน. พัค ชนะการเลือกตั้ง ปธน. เมื่อวันที่ 19 ธ.ค. 2555 ด้วยคะแนนเสียงกว่า 15 ล้านเสียง (51.56%) ทำให้เธอได้เป็นประธานาธิบดีหญิงคนแรกของเกาหลีใต้ แต่ในปี 2559 เธอถูกกล่าวหาว่ามีการใช้อำนาจในทางมิชอบและมีการทุจริตคอร์รัปชัน โดยมีการคบคิดกับคนสนิทคือ ชเว ซุน-ซิล เพื่อการแทรกแซงกิจการของรัฐและแสวงหาผลประโยชน์
ซึ่งส่งผลให้เธอกลายเป็นประธานาธิบดีเกาหลีใต้คนแรกที่ ถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งโดยศาลรัฐธรรมนูญ ในวันที่ 10 มี.ค. 2560 และหลังจากนั้นไม่นานเธอก็ถูกจับกุมและดำเนินคดีในข้อหาทุจริตคอร์รัปชันและใช้อำนาจในทางที่ผิด
สำหรับในประเทศไทยนั้น อำนาจของศาลรัฐธรรมนูญมาจากบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ ซึ่งถูกระบุให้มีการจัดตั้งขึ้นครั้งแรกในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 และที่ผ่านมาศาลรัฐธรรมนูญไทยเคยสั่งถอดถอนนายกฯ มาแล้ว 4 คนได้แก่นายสมัคร สุนทรเวช, นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์, น.ส. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และนายเศรษฐา ทวีสิน
จากบทเรียนของเกาหลีใต้และในประเทศไทย แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ศาลรัฐธรรมนูญมีบทบาทสำคัญในฐานะกลไกสุดท้ายของการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจ
การที่ศาลสามารถวินิจฉัยให้ผู้นำสูงสุดของฝ่ายบริหารต้องพ้นจากตำแหน่ง หรือหยุดปฏิบัติหน้าที่ได้นั้น ไม่ได้เป็นการทำลายระบอบประชาธิปไตย แต่กลับเป็นการ ธำรงไว้ซึ่งหลักนิติธรรม และ คุ้มครองรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นรากฐานของประชาธิปไตยที่สมบูรณ์
อำนาจที่ได้มาจากการเลือกตั้งของประชาชนนั้นยิ่งใหญ่ แต่ก็มาพร้อมกับความรับผิดชอบอันใหญ่หลวง การกระทำใดๆ ของผู้ใช้อำนาจรัฐ โดยเฉพาะผู้นำสูงสุด จะต้องอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมายและรัฐธรรมนูญเสมอ
ประชาธิปไตยที่แท้จริงคือการที่ทุกคนอยู่ภายใต้กฎหมายอย่างเท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะมีตำแหน่งใหญ่โตเพียงใดก็ตาม และนี่คือหลักประกันว่าประเทศไทยจะสามารถก้าวเดินต่อไปบนเส้นทางประชาธิปไตยได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน
#TheStructure
#TheStructureEssay
#ศาลรัฐธรรมนูญ #ประชาธิปไตย