‘เศรษฐา’ ต่อรองสวีเดน ถ้าจะขายเครื่องบินให้ไทย ก็ต้องเข้ามาร่วมพัฒนา เทคโนโลยีและอากาศยานให้ไทยด้วย
นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ถูกถามเรื่องการหารือร่วมกับนายมาร์คัส วอลเลนเบิร์ก ประธานกรรมการธนาคาร Skandinaviska Enskilda Banken (SEB) ประเทศสวีเดนเมื่อวานนี้ (24 มิ.ย. 2567) ว่าได้มีการหารือกันเรื่องการการจัดซื้อเครื่องบินขับไล่แบบกริฟเพน (Gripen) ในรูปแบบการจัดซื้อจัดจ้างแบบชดเชย หรือนโยบายออฟเซต (Offset Policy) ด้วยหรือไม่
นายเศรษฐาตอบว่าตนเองก็เพิ่งทราบว่านายมาร์คัส เป็นกรรมการบริษัท อีรีคสัน ยักษ์ใหญ่ด้านโทรคมนาคมของสวีเดน เป็นกรรมการบริษัท แอสตร้าเซนเนก้า จำกัด และเป็นกรรมการบริษัทที่เกี่ยวกับการผลิตเครื่องบินกริพเพน ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่างสวีเดน กับอังกฤษ และยังเป็นกรรมการบริษัทรถยนต์ อาทิ วอลโว่ ด้วย โดยกลุ่มบริษัทที่นายมาร์คัสดูแลนั้นมีมูลค่าคิดเป็น 40% ของ GDP ของสวีเดน
ตนเองได้มีการหารือเรื่องเครื่องบินกริฟเพนด้วย โดยระบุว่าถ้าการไทยจะซื้อ ก็ต้องการให้มีการพัฒนาเทคโนโลยีและอากาศยานที่ประเทศไทย เช่น การสร้างโรงงานผลิต โรงงานซ่อม โรงงานผลิตชิ้นส่วนด้วย เพื่อเป็นการตอบแทนที่เราไปซื้อของเขา
ตนทราบดีว่าธุรกิจในเครือข่ายของนายมาร์คัสมีเยอะ และในปีหน้าตนเองต้องการจจัดฟอรั่มเล็ก ๆ ระหว่างไทยกับสวีเดนที่เมืองดาวอส เพื่อหารือกับบริษัทที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเทคโนโลยีร่วมกันกับไทย
สำหรับการจัดซื้อเครื่องบินกริฟเฟนของกองทัพอากาศ นายเศรษฐากล่าวว่าตนเองไม่ได้ลงรายละเอียด แต่นั่นคือแนวทางที่ตนเองได้บอกเอาไว้ ซึ่งเรื่องนี้ถือว่าสำคัญ อย่างที่ทราบกันว่าถ้าหากจะซื้อเครื่องบิน F-16 จากสหรัฐ สหรัฐก็ต้องมาพัฒนาด้านต่าง ๆ ให้ประเทศไทยด้วย เหมือนเป็นการต่างตอบแทน
สำหรับการพูดคุยกับสหรัฐนั้น นายเศรษฐาตอบว่านั่นไม่ใช่หน้าที่ของตน เป็นหน้าที่ของฝ่ายความมั่นคงที่จะต้องไปคุยกันเอง แต่ตนเองได้พูดคุยกับผู้บัญชาการเหล่าทัพทุกคนแล้วว่าถ้าจะซื้อก็ต้องคำนึงถึงเรื่องเหล่านี้ด้วย
นายเศรษฐาปฏิเสธที่จะตอบว่าชอบเครื่องบินกริฟเพนของสวีเดน หรือ F-16 ของสหรัฐมากกว่ากัน โดยกล่าวว่าตนเองไม่มีความรู้และความสนใจเรื่องเครื่องบิน