ลากไส้ฮุนเซน ความสัมพันธ์กับทุนในบ่อนเขมร นักพนันไทยต้องคิดได้แล้วว่าคุณจะสนับสนุนผู้นำกัมพูชา ด้วยการไปเล่นพนันในกาสิโนฝั่งเขมรอยู่อีกหรือไม่ | The Structure
ท่ามกลางความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา ที่แม้ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาจะลดความตึงเครียดลงมาได้ในระดับหนึ่งจากการที่ทั้ง 2 ฝ่ายยอมถอนกำลังออกจากพื้นที่ขัดแย้ง และฝ่ายกัมพูชายอมกลบแนวสนามเพลาะของฝ่ายตนเองลง
แต่ในทางการเมืองภายในกัมพูชา สถานการณ์กลับไม่ได้มีทีท่าว่าจะลดความร้อนแรงลง เนื่องจากนายฮุน เซน และฮุน มาเนต 2 ผู้นำทางการเมืองของกัมพูชา ยังคงพยายามปลุกกระแสชาตินิยม เรียกร้องให้ชาวกัมพูชาเตรียมสู้กับไทยในระยะยาว
ซึ่งล่าสุด ฮุน เซนถึงขั้นยอมเจ็บเนื้อ ประกาศมาตรการระงับสินค้าและบริการจากไทย ซึ่งรวมไปถึงการตัดไฟฟ้าและอินเตอร์เน็ต ซึ่งเรื่องนี้ส่งผลกระทบต่อธุรกิจกาสิโน และแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งคนในตระกูลฮุน และเครือข่ายคนสนิทของตระกูลฮุนมีส่วนเกี่ยวข้อง
มีรายงานว่า “ฮุน มานา” ลูกสาวคนโตของฮุน เซน นอกจากจะคุมธุรกิจสื่อในกัมพูชาแล้ว ยังประกอบธุรกิจอื่น ๆ อีกมากมาย ซึ่งรวมไปถึงธุรกิจการท่องเที่ยว และการพนันด้วย
ในขณะที่บรรดาคนสนิทของตระกูลฮุน มีหลายคนที่ดูแลธุรกิจการพนันและแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ประกอบไปด้วย
1 ออกญา นายพด สภาภา หรือลี ยองพัด สว. กัมพูชา ดูแลธุรกิจการพนันและแก๊งคอลเซ็นเตอร์ใน จ. อุดรมีชัย (ติดบุรีรัมย์-สุรินทร์-ศรีสะเกษ) และ จ. เกาะกง (ใกล้เกาะกูดของไทย) อีกทั้งยังดูแลบริษัทผู้ซื้อสัมปทานไฟฟ้าจากไทยขนาด 8 เมกะวัตต์จากฝั่งสุรินทร์
2 ออกญา ลีม เฮง รองประธานหอการค้ากัมพูชา ดูแลบ่อนการพนันตรงข้ามจุดผ่านแดนถาวรช่องจอม จ.สุรินทร์ และจุดผ่านแดนช่องสะงำ จ.ศรีสะเกษ
3 เฉิน จือ นักธุรกิจชาวจีน ซึ่งถูกทางการจีนกล่าวหาว่าเป็นอาชญากรไซเบอร์จากการประกอบธุรกิจคอลเซ็นเตอร์ และการพนันออนไลน์
4 วัฒนา อัศวเหม อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ ของไทย โดยเขาเป็นเจ้าของโรงแรมและบ่อนการพนัน “แกรนด์ไดมอนด์ ปอยเปต” ซึ่งเป็นบ่อนที่มีลูกค้าส่วนใหญ่เป็นคนไทย โดยในปี 2564 เขาประกาศขายธุรกิจดังกล่าวในราคา 1.2 หมื่นล้านบาท
นอกจากนี้ ยังมีคนสนิทของตระกูลฮุนอีกหลายคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการพนันและแก๊งคอลเซ็นเตอร์อีกด้วย
ธุรกิจการพนัน-แก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่กำลังเติบโต
ต้นเดือน ม.ค. ที่ผ่านมาสื่อกัมพูชาหลายรายเปิดเผยรายงานของ คณะกรรมการจัดการการพนันเชิงพาณิชย์ของกัมพูชา (Commercial Gambling Management Commission of Cambodia: CGMC) ที่ระบุว่าในปี 2567 ที่ผ่านมา กัมพูชามีรายได้จากการพนันเพิ่มขึ้นกว่า 85% อยู่ที่ 63.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือกว่า 2 พันล้านบาท
ในขณะที่ตัวเลขรายได้จากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ของกัมพูชานั้น ถึงแม้ว่าจะไม่มีรายงานอย่างเป็นทางการ แต่มีการประเมินว่าอาจจะสูงถึง 4 – 6.2 ล้านบาทต่อปี สูงกว่ารายได้จากภาคสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม ซึ่งเคยเป็นภาคเศรษฐกิจหลักที่ใหญ่ที่สุดของกัมพูชา และอาจจะคิดเป็น 60% ของ GDP
คนไทย ลูกค้ารายใหญ่ของกัมพูชา
เนื่องจากประเทศไทย ถือเป็นประเทศที่อยู่ติดกับกัมพูชา และเป็นประเทศที่มีรายได้ต่อหัวสูง (GDP per Capita) ที่สุด โดยในปี 2566 ไทยมี GDP per Capita ประมาณ 7,182.03 ดอลลาร์สหรัฐฯ, ในขณะที่เวียดนามมี 4,282.09 ดอลลาร์สหรัฐฯ เท่านั้น
คนไทยจึงเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักของกัมพูชา โดยมีตัวเลขประเมินว่า คนไทยเสียเงินให้กับบ่อนการพนันในกัมพูชาถึงวันละ 100 ล้านบาท หรือปีละ 4 หมื่นล้านบาท
ดังนั้นมาตรการของกัมพูชาที่ออกมานั้น ถือได้ว่าเป็นการลั่นกระสุนใส่เท้าตัวเอง แต่ก็เป็นที่น่าจับตาว่าฮุน เซนจะยอมขาดรายได้เช่นนี้ไปอีกนานแค่ไหน ซึ่งก็มีความเป็นไปได้ที่ในอนาคต ฮุน เซนอาจจะยอมกลับลำ ยกเลิกมาตรการที่ทำให้ตนเองและคนสนิทต้องเจ็บตัวไป
แต่พวกเราคนไทย ก็ควรจะตั้งคำถามกับตัวเองได้แล้วว่า จะยังคงสนับสนุนผู้นำกัมพูชา ด้วยการไปเล่นกาสิโนในกัมพูชา ป้อนเงิน สร้างรายได้ให้ตระกูลฮุนได้ครองอำนาจ สร้างปัญหา หยามเหยียดคนไทยเช่นนี้ต่อไปอีกหรือไม่เช่นกัน
#TheStructure
#TheStructureEssay
#ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด #ชายแดนไทยกัมพูชา