ปิดล้อมกัมพูชาด้วยโลกสมัยใหม่ ‘รศ.ดร.ปณิธาน’ แนะแนวทางการเดินเกมการทูตสยบกัมพูชา ชี้แค่เชิญทูตมาอย่างเดียวไม่พอ ต้องทำให้เขามาอยู่ข้างเรา
รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร นักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคง กล่าวถึงแนวทางในการกดดันกัมพูชาในทางการทูตว่า
ไทยควรจะไปร้องขอให้พันธมิตรร่วมของไทยและกัมพูชา อย่างจีน, รัสเซีย, ญี่ปุ่น และสิงคโปร์ ให้ลดการให้การสนับสนุนทางการเงิน และการทหารแก่กัมพูชา เพื่อลดทอนความเข้มแข็งทางทหารของกัมพูชาลง และเป็นการกดดันกัมพูชาไปอีกทาง
สำหรับการที่กัมพูชาเริ่มส่งหนังสือไปที่ UN ก่อนนั้น ทีมไทยแลนด์ของเราเองก็ส่งหนังสือตามไปติด ๆ และได้เข้าไปชี้แจงต่อ UN แล้ว และไทยควรทำเช่นนี้อย่างต่อเนื่อง คอยอัปเดตข้อมูลให้ UNอยู่เรื่อย ๆ อีกทั้งเราควรที่จะคุยกับชาติมหาอำนาจที่เป็นสมาชิกถาวรของคณะมนตรีความมั่นคง เพื่อขอให้ช่วยยับยั้งญัตติของกัมพูชา อย่างที่เราเคยทำสำเร็จมาแล้วในปี 2554
ถึงแม้ว่าในเวลานี้ อาจจะทำเหมือนปี 2554 ได้ยากขึ้น เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมา เราไม่แสดงจุดยืนที่ชัดเจน แต่อย่างไรเราก็ต้องลงมือทำ และด้วยความที่เราเป็นประเทศที่มีศัตรูน้อย ก็อาจจะทำให้สมาชิกถาวรในคณะมนตรีความมั่นคง (UNSC) – 2 ชาติออกเสียงสนับสนุนเราอยู่
ที่น่ากังวลคือสมาชิกหมุนเวียน 10 ชาติที่เป็นประเทศยากจนและเป็นพันธมิตรกับจีน ที่เราต้องออกแรงสักหน่อย จะมีเดนมาร์ก และเกาหลีใต้ที่เป็นชาติที่มีความใกล้ชิดกับเรา และเป็นสมาชิกใน UNSC ทั้งนี้ ในปี 2554 สหรัฐ และอังกฤษ เคยลงมติช่วยไทย แต่ในเวลานี้ สหรัฐเข้าใจว่าเราอยู่ฝ่ายเดียวกับจีน ซึ่งอังกฤษก็คงจะตามสหรัฐ
ในขณะที่จีนถือว่ากัมพูชาเป็นพื้นที่หลังบ้าน และพื้นที่อิทธิพลของจีน ทำให้จีนมีพันธะผูกพันกับกัมพูชามากทั้งทางเศรษฐกิจและการทหาร อีกทั้งอาวุธสมัยใหม่ของกัมพูชานั้นมาจากจีนและรัสเซีย ซึ่งนี่ทำให้ไทยต้องคุยกับทุกฝ่ายให้มากกว่านี้ ทั้งนี้ จีนไม่ต้องการให้ไทยและกัมพูชาขัดแย้งกัน แต่ถ้าจะต้องเลือกข้าง หลายคนคาดว่าจีนน่าจะไม่ทิ้งกัมพูชา
จีนมักจะบอกเสมอว่าไทยเป็นญาติกับจีน ดังนั้นเราจึงควรใช้ความสัมพันธ์นี้ให้เป็นประโยชน์ ในขณะที่ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับกัมพูชานั้น หลายคนบอกว่ากัมพูชาเป็นเพียงบริวารของจีน ที่คอยทำตามที่จีนสั่ง คอยให้จีนใช้พื้นที่ทางการทหาร เช่นสนามบิน และท่าเรือ ซึ่งจีนไม่มีพื้นที่ลักษณะนี้ในไทย ซึ่งไทยก็ไม่ควรจะยอมให้จีนใช้ แต่ทั้งนี้คาดว่าจีนไม่น่าจะทิ้งกัมพูชา เหมือนที่จีนไม่ทิ้งเกาหลีเหนือและเมียนมา
ทั้งนี้ รศ.ดร. ปณิธาน เสนอให้ไทยเรียกร้องค่าเสียหายจากกัมพูชาด้วย ในฐานะที่กัมพูชาเข้ามาโจมตีเราก่อน
สำหรับการปะทะกันในครั้งนี้ ถือได้ว่าเป็นสงครามแบบจำกัดที่ไม่ได้มีการประกาศสงคราม แต่ก็ถือได้ว่าเป็นการสู้รบกันอย่างเป็นทางการ เนื่องจากเป็นการใช้กองกำลังแห่งชาติสู้รบกัน และมีผู้คนบาดเจ็บ ถึงแม้ว่าจะไม่ถึง 1 พันคนตามกติกาสากลก็ตาม แต่ก็ถือได้ว่านี่เป็นสงครามย่อยไปแล้ว
แต่สิ่งสำคัญคือการแสดงหลักฐานว่าฝ่ายใดทำอะไร เนื่องจากว่าในการป้องกันตนเองนั้น จะสามารถโจมตีก่อน
(preemptive strike) หรือหลัง (reactive attack) ก็ได้ แต่ต้องมีหลักฐานว่าเป็นการปฏิบัติการเพื่อการป้องกันตนเอง ปกป้องอธิปไตย และชีวิตของผู้คน ซึ่งเราได้ทำทั้ง 2 อย่างควบคู่กันไป และควรที่จะทำเช่นนั้นด้วย
การดำเนินการของฝ่ายไทยจากนี้ไป จะต้องมีการเดินเกมบนเวที UN และอาเซียนให้เข้มข้นขึ้น ซึ่งจะเปิดช่องให้ไทยสามารถพูดคุยกับกัมพูชาได้ และวางแนวทางการป้องกันไม่ให้เกิดปัญหามากกว่านี้ แต่ทั้งนี้ต้องรอให้สถานการณ์คลี่คลายลงมากกว่านี้
แต่ทั้งนี้ รัฐบาลต้องเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้น และกดดัน-ประสานกับพันธมิตรของไทย ปิดล้อมกัมพูชาด้วยโลกสมัยใหม่ ก็จะช่วยได้เยอะ เพราะในแต่ละปี กัมพูชารับเงินบริจาค-เงินสนับสนุนมามาก ถ้าทำได้ พฤติกรรมของกัมพูชาจะเปลี่ยน แต่ที่ผ่านมาเราไม่ค่อยได้ทำแบบนี้ ไม่ค่อยดำเนินการเชิงรุก แต่จากนี้ไป เราควรดำเนินการเชิงรุกให้มากขึ้น
ทั้งนี้ การเชิญทูตมาอย่างเดียว ก็ใช้ไม่ได้ แต่เราต้องคุยกับเขาให้เขามาช่วยเรา ไม่ใช่มารับข้อมูลแค่อย่างเดียวแล้วกลับไป อีกทั้ง ที่มาก็มาได้เยอะ เชิญไป 50 ชาติ มาแค่ 20 ชาติ แล้วก็ไม่ได้แสดงบทบาทอะไร ซึ่งเขาใจได้ว่าเขาไม่อยากเลือกข้าง เข้ามาอยู่ในวงขัดแย้ง
ซึ่งพวกเขาเข้ามาในเมืองไทย ใช้ผลประโยชน์จากไทยไปเยอะ เราก็ควรจะใช้ตรงนี้มากดดันเขา และแลกเปลี่ยนผลประโยชน์กับเขาให้ดี ๆ
ทั้งนี้ กัมพูชาต้องการที่จะนำเรื่องความขัดแย้งกับไทย ขึ้นสู่เวทีสหประชาชาติ และ ICJ เพื่ออาศัยมติตรงนั้นมาชิงความได้เปรียบจากเรา เหนือพื้นที่พิพาทระหว่างทั้ง 2 ประเทศ ซึ่งเราก็ต้องเข้าไปดักางกัมพูชาจุดนั้น ๆ และการที่กัมพูชาปล่อยคลิปต่าง ๆ ออกมา ก็เพื่อที่จะทำให้ฝ่ายการเมืองไทยที่ต้องเป็นผู้ตัดสินใจในเรื่องเหล่านี้ปั่นป่วน เพื่อการช่วงชิงความได้เปรียบ
ส่วนการที่กัมพูชา โจมตีชุมชนไทยนั้น ไม่ใช่ความผลิดพลาด แต่เป็นความตั้งใจที่จะดึงไทยเข้าสู่สนามรบ และหาทางกดดันไทยอีกชั้นหนึ่ง
อย่างไรก็ดี ไทยเราต้องดึงให้กัมพูชากลับมาอยู่บนโต๊ะเจรจาในกรอบทวิภาคีให้ได้ และจัดระเบียบชายแดนให้ดีขึ้นไปพร้อม ๆ กับการจัดระเยียบงานความมั่นคงและการต่างประเทศของเราให้ดีกว่าเดิม และนี่คือเป้าหมายของไทย
ในขณะที่กัมพูชาต้องการที่จะดึงความขัดแย้งออกสู่นอกระบบ ดึงไทยเข้าสู่สมรภูมิ เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแย่งอธิปไตยของไทย ซึ่งเราก็ต้องพยายามปิดล้อมไม่ให้เรื่องแบบนั้นเกิดขึ้นไปจนกว่ากัมพูชาจะเลิกไปเอง
ไทยต้องใช้ทุกสรรพกำลังทุกอย่างที่เรามี ทั้งเรื่องการเมือง เศรษฐกิจ การทหาร การทูต เข้ามากดดันให้ได้ผลลัพธ์ที่เราต้องการ ส่วนประเทศอื่น, ชาติมหาอำนาจ หรืออาเซียน สามารถให้เข้ามาเป็นคนกลางในการประสานความสัมพันธ์ได้ แต่อย่าให้เขาเข้ามากำหนดกรอบให้เรา ซึ่งนั่นจะผิดหลักการไม่แทรกแซง
#TheStructure
#TheStructureNews
#ชายแดนไทยกัมพูชา #ไทยนี้รักสงบถึงรบไม่ขลาด
#ปณิธานวัฒนายากร