ภาษีทรัมป์กระทบ GDP ไทย 12% ‘พาณิชย์’ แนะการเจรจากับทรัมป์ อาจต้องใช้วิธีเจรจาแบบเอกชนที่เน้นการตัดสินใจที่รวดเร็ว
กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) รายงานถึงมาตรการเรียกเก็บภาษีนำเข้าของโดนัลด์ ทรัมป์ว่า ประเทศส่วนใหญ่ที่ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุดกลับเป็นคือประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่เป็นพันธมิตรและคู่ค้าสำคัญของสหรัฐฯ ได้แก่ เวียดนาม ไทย และกัมพูชา แม้ว่าประเทศเหล่านี้จะพยายามเป็นฐานการผลิตทางเลือกแทนจีน แต่กลับต้องเผชิญกับอัตราภาษีที่สูงเป็นพิเศษ
ส่วนกลุ่มที่สองที่ได้รับผลกระทบคือคู่ค้ารายใหญ่อย่าง จีน ญี่ปุ่น อินเดีย และสหภาพยุโรป แม้การพึ่งพาการส่งออกไปยังสหรัฐฯ จะน้อยกว่า แต่ก็ยังคงมีความเสี่ยงทางเศรษฐกิจสูง
โดยญี่ปุ่นแทบไม่มีทางเลือกในการตอบโต้ เนื่องจากการนำเข้าจากสหรัฐอยู่ในระดับที่จำกัด ในขณะที่เยอรมนีวิตกว่ามาตรการนี้จะส่งผลกระทบต่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ซบเซาของยุโรป ในขณะที่จีนที่ถึงแม้จะถูกตั้งอัตราภาษีใหม่เพียง 34% แต่เมื่อรวมกับของเดิมแล้ว ทำให้จีนถูกตั้งกำแพงภาษีสูงถึง 54% สำหรับสินค้าทุกประเภท
อย่างไรก็ดี ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าการเพิ่มภาษีนี้จะสร้างความไม่แน่นอนและความผันผวนต่อเศรษฐกิจโลก ทำให้ห่วงโซ่อุปทานหยุดชะงัก การลงทุนลดลง กิจกรรมทางเศรษฐกิจถดถอย และการจ้างงานลดลง แม้แต่ประเทศที่ไม่ได้ถูกเก็บภาษีในอัตราสูงก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน เนื่องจากสินค้าจีนราคาถูกที่ถูกเปลี่ยนเส้นทางมาจากสหรัฐฯ อาจสร้างปัญหาในการแข่งขันให้กับบริษัทในยุโรป
DITP วิเคราะห์ว่าผู้ประกอบการไทยที่ส่งสินค้าไปสหรัฐฯ มีความกังวลเกี่ยวกับอัตราภาษีใหม่และปฏิกิริยาของผู้นำเข้าสหรัฐฯ ซึ่งในเบื้องต้นคาดว่าผู้นำเข้าได้เตรียมสต็อกสินค้าไว้ล่วงหน้าแล้วเพื่อลดความเสี่ยง ทำให้การส่งออกในช่วงแรกอาจไม่ได้รับผลกระทบทันที แต่ในระยะยาว คาดว่าจะมีการสั่งซื้อลดลงหรือชะลอการนำเข้าเพื่อประเมินสถานการณ์ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทยอย่างแน่นอน
แต่ก็ยังมีความไม่แน่นอนว่ามาตรการนี้จะถูกบังคับใช้ตามกำหนดหรือไม่ และอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้หากรัฐบาลของประเทศที่ได้รับผลกระทบสามารถเจรจากับประธานาธิบดีทรัมป์ได้ทันท่วงที อย่างไรก็ตาม ด้วยจำนวนประเทศที่เกี่ยวข้องและกรอบเวลาที่จำกัด การเจรจาอาจต้องเป็นการยอมตามเงื่อนไขของสหรัฐฯ หรือมีข้อเสนอที่น่าสนใจมาก
การเจรจากับทรัมป์ซึ่งมีแนวทางการทำงานแบบมุ่งเน้นผลลัพธ์และอาจไม่ยึดถือธรรมเนียมปฏิบัติทางการทูตแบบดั้งเดิม อาจต้องใช้วิธีการเจรจาแบบเอกชนที่เน้นการตัดสินใจที่รวดเร็ว
ในภาพรวม คาดการณ์ว่าประเทศที่จะได้รับผลกระทบหนักที่สุดคือประเทศที่มีสัดส่วนการส่งออกไปยังสหรัฐฯ ต่อ GDP สูง และต้องเผชิญกับอัตราภาษีที่เพิ่มขึ้น โดยสำหรับประเทศไทย คาดการณ์ว่าอาจส่งผลกระทบต่อ GDP สูงถึง 12% ซึ่งเป็นการยากที่จะหาตลาดอื่นมาชดเชยได้ในทันที
DITP ให้ข้อเสนอแนะว่า ในด้านบวก ประเทศไทยอาจมีอัตราภาษีตอบโต้ที่ต่ำกว่าบางประเทศในอาเซียน ซึ่งอาจเป็นโอกาสในการเจรจาต่อรองเพื่อลดภาษีในระยะสั้น และสินค้าไทยอาจขยายส่วนแบ่งตลาดในประเทศที่โดนภาษีสูงกว่าได้
อย่างไรก็ตาม สำหรับประเทศไทยที่พึ่งพาตลาดสหรัฐฯ ถึง 12% ของ GDP สถานการณ์นี้ถือเป็นภัยพิบัติทางเศรษฐกิจที่ทราบล่วงหน้า ผู้ประกอบการและภาครัฐกำลังเร่งหาทางแก้ไขปัญหา
สิ่งที่ผู้ประกอบการไทยต้องทำ:
– กระจายความเสี่ยง: ลดการพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ และมองหาตลาดใหม่
– เพิ่มประสิทธิภาพ: พัฒนาการผลิตและการตลาด
– สร้างพันธมิตร: ร่วมมือกับคู่ค้าและเพิ่มมูลค่าสินค้า
บทบาทของผู้ประกอบการในการช่วยเหลือตัวเองและประเทศ:
– รวมตัวกัน: ในรูปแบบองค์กร สมาคม หรือกลุ่มบริษัท เพื่อประเมินผลกระทบ หาทางออก และเสนอแนวทางการช่วยเหลือที่ภาครัฐสามารถทำได้
– ขอความช่วยเหลือจากคู่ค้าสหรัฐฯ: ให้คู่ค้าส่งเสียงถึงผลกระทบต่อรัฐบาลสหรัฐฯ
บทบาทของภาครัฐ:
– สนับสนุนข้อมูล การตลาด และการเงิน
– เจรจาเชิงนโยบาย เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของผู้ประกอบการไทย
การร่วมมือกันระหว่างภาครัฐและเอกชน และการดำเนินการเชิงรุกของผู้ประกอบการ จะเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ประเทศไทยผ่านพ้นความยากลำบากนี้ไปได้โดยได้รับผลกระทบน้อยที่สุด
อ่านรายงานฉบับเต็มของ DITP – https://www.ditp.go.th/post/200451