ใบชาที่ปล้นประเทศ เปิดประวัติศาสตร์สงครามการค้า ในวันที่อังกฤษปล้นชิงใบชามาจากจีน ด้วยกำลังทหาร และการโจรกรรม
วันหนึ่งฉันนั่งดื่มชาอยู่ตามลำพัง ชาในถ้วยนั้นหอมมาก หอมจนต้องหลับตาเพื่อให้กลิ่นซึมลึกไปถึงข้างใน การได้ดื่มชาดี ๆ สักถ้วย เป็นช่วงเวลาที่ทำให้ฉันรู้สึกดีใจที่ได้เกิดเป็นมนุษย์คนหนึ่ง ที่มีประสาทรับรสและรับกลิ่นไวพอจะรับรู้สิ่งละเอียดอ่อนแบบนี้
ชาไม่ใช่แค่เครื่องดื่ม แต่เป็นหนึ่งในวัฒนธรรมที่แพร่หลายที่สุดในโลก และกลายเป็นภาพสะท้อนความต่างของจังหวะชีวิต ความปรารถนาในความสงบ หรือแม้แต่ความหรูหราที่บรรจุอยู่ในถ้วยร้อน ๆ หรือขวดเย็น ๆ ใบหนึ่งแต่แม้จะเป็นเครื่องดื่มที่ดูสงบสุข ชากลับมีประวัติศาสตร์ที่เร่าร้อนอยู่ข้างใน
มันเคยเป็นต้นเหตุของสงคราม เป็นเงื่อนไขในการค้าฝิ่น เป็นเหตุผลที่จักรวรรดิหนึ่งยกเรือรบเข้าโจมตีอีกประเทศ และยังเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่บันทึกไว้ว่า การล่าอาณานิคมไม่เคยหยุดอยู่แค่แผ่นดินและทรัพยากร แต่ยังรวมถึงรสชาติในถ้วยน้ำของคนทั้งโลกด้วย
คนที่ดื่มชามักบอกฉันว่า “ชาดีไม่ต้องปรุง” เพราะใบชาคุณภาพสูงมีรสหวานในตัว ไม่ต้องเติมอะไรเลยก็ละมุนพอที่จะนั่งดื่มอยู่เงียบ ๆ ได้ครึ่งวัน แต่ชาของอังกฤษกลับเป็นอีกโลกหนึ่ง เพราะมักเป็นชาดำที่เข้มจัดและฝาดจนต้องใส่นมกับน้ำตาลเพื่อให้ดื่มได้ง่ายขึ้น ไม่ใช่เพราะคนอังกฤษชอบปรุง แต่เพราะรสของใบชาแบบที่พวกเขาเข้าถึงได้ในยุคนั้น มันจำเป็นต้องปรุง
ถึงอย่างนั้นอังกฤษก็คลั่งชา คลั่งชนิดที่ชาไม่ใช่ของฟุ่มเฟือยอีกต่อไป ชาออกจากราชสำนัก กลายเป็นของสามัญประจำบ้านของทุกชนชั้น คนอังกฤษจิบชากันตั้งแต่ตื่นจนค่ำ ตอนบ่ายมี afternoon tea ที่กลายเป็นวัฒนธรรมใหม่ และเวลาคิดอะไรไม่ออกก็ “ไปชงชา” ชาคือความอารยะในบ้านที่เต็มไปด้วยควันโรงงาน มันให้รสชาติของความเรียบร้อย ความมีวินัย และความเป็นผู้ดีในโลกที่กำลังหมุนเร็วเกินไป
แต่ปัญหาคือ อังกฤษปลูกชาเองไม่ได้ และชาเกือบทั้งหมดในยุคนั้นต้องนำเข้าจากจีน ซึ่งเป็นประเทศเดียวที่ผลิตชาได้ในปริมาณมากและมีคุณภาพสูง อังกฤษไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากจ่ายเงินตราแท้ ๆ เป็นเงินโลหะเงิน (silver) ส่งเข้าไปทุกปี จนเกิดปัญหาการขาดดุลการค้าอย่างรุนแรง
ขณะที่จีนกลับไม่ได้ต้องการอะไรจากอังกฤษเลย จักรพรรดิเฉียนหลงถึงกับตอบจดหมายจากกษัตริย์อังกฤษว่า “แผ่นดินของเรามีทุกอย่างที่ต้องการแล้ว ของจากดินแดนอันห่างไกลของเจ้าจึงไม่มีคุณค่าสำหรับเรา”
คำตอบนั้นจุดประกายความเคียดแค้นในหมู่พ่อค้าชาวอังกฤษ เพราะอังกฤษรู้สึกว่าตัวเองเสียเงินมหาศาลให้กับประเทศที่ไม่ยอมเล่นตามกติกาใหม่ ไม่มีความต้องการสินค้า ไม่มีความยินดีจะเจรจา และไม่มีช่องว่างให้เจาะเข้าไปในตลาด จึงเกิดแนวคิดใหม่ว่า ถ้าไม่สามารถแลกชาด้วยสินค้าได้ ก็ต้องแลกด้วยอย่างอื่น และสิ่งนั้นคือ “ฝิ่น”
บริษัทอินเดียตะวันออกของอังกฤษเริ่มปลูกฝิ่นในอินเดีย แล้วลักลอบขายให้กับพ่อค้าจีนทางชายฝั่งจีนตอนใต้ แม้จักรพรรดิจีนจะห้ามอย่างเด็ดขาด ฝิ่นแพร่ระบาดอย่างรวดเร็วและทำลายชีวิตผู้คนในทุกชนชั้น มันไม่ใช่แค่เรื่องสุขภาพ แต่คือภัยระดับสังคมที่ทำให้แรงงานหมดเรี่ยวแรง คนหนุ่มหมดไฟ และขุนนางบางคนหมดศักดิ์ศรี จนราชสำนักต้องลุกขึ้นมาหยุดเรื่องนี้อย่างจริงจัง
หลินเจ๋อซวี ขุนนางฝ่ายธรรมาภิบาล ได้รับมอบหมายให้เป็นหัวหน้าปราบฝิ่น เขายึดฝิ่นจำนวนมหาศาลจากโกดังของพ่อค้าชาวอังกฤษที่เมืองกว่างโจว และเผาทิ้งทั้งหมดพร้อมประกาศจุดยืนของรัฐที่ไม่อ่อนข้อให้กับการเสพติด เขาส่งจดหมายไปถึงราชินีอังกฤษอย่างตรงไปตรงมา ว่าหากอังกฤษเคารพในความยุติธรรมจริง ก็ควรหยุดการกระทำที่ทำลายคนของเขาเสียที
อังกฤษตอบกลับด้วยเรือรบ สงครามฝิ่นจึงปะทุขึ้นในค.ศ. 1839 โดยมีใบชาเป็นชนวนที่แท้จริง ไม่ใช่ฝิ่น จีนพ่ายแพ้อย่างหมดรูป และต้องลงนามในสนธิสัญญานานกิงในค.ศ. 1842 โดยยกเกาะฮ่องกงให้กับอังกฤษ เปิดเมืองท่าสำคัญ 5 แห่งให้เรือสินค้าและคนต่างชาติเข้ามาค้าขายและพำนักถาวรได้ และที่ร้ายแรงที่สุดคือ ต้องยอมให้มีการนำเข้าฝิ่นอย่างเสรี
ผลที่ตามมาคือ ระบบการค้าที่จีนเคยควบคุมไว้แน่นหนา โดยเฉพาะการจำกัดการค้าชากับต่างชาติผ่านระบบค้าผูกขาดและการใช้เงินโลหะอย่างเงินแท้ (silver) เป็นสื่อกลางได้พังทลายลง ทำให้อังกฤษไม่จำเป็นต้องขนเงินแท้จำนวนมหาศาลมาซื้อชาจากจีนอีกต่อไป เพราะสามารถจ่ายด้วยสินค้าอื่น โดยเฉพาะฝิ่นที่ผลิตในอาณานิคมอินเดีย ซึ่งจีนต้องยอมรับตามสนธิสัญญา
ใบชาในอังกฤษจึงมีราคาถูกลง ไม่ใช่เพราะอังกฤษไม่ต้อง “จ่ายเงิน” แต่เพราะต้นทุนในการนำเข้าชาถูกถ่ายเทมายังจีนผ่านการเสพติดฝิ่น ทำให้จีนสูญเสียทั้งเงินตรา สุขภาพประชาชน และอธิปไตยทางการค้า
อย่างไรก็ดี ประสบการณ์ที่ตกอยู่ในฐานะผู้เสียเปรียบทำให้จักรวรรดิอังกฤษเริ่มคิดใหม่ พวกเขาไม่อยากต้องพึ่งชาจีนไปตลอดชีวิต จึงเริ่มหาแหล่งปลูกชาใหม่ในอาณานิคมที่ควบคุมได้ง่ายกว่า พวกเขามีอินเดียอยู่ในมือ และคิดว่าน่าจะเหมาะกับการปลูกชา แต่ปัญหาคือ ไม่มีใครในอังกฤษรู้วิธีปลูกชาอย่างละเอียด ไม่มีใครรู้ว่าต้องเก็บใบอย่างไร ม้วนใบแบบไหน หมักยังไง อบยังไง
คนที่ถูกส่งไปล้วงความลับนี้คือโรเบิร์ต ฟอร์จูน นักพฤกษศาสตร์ชาวสก็อตผู้ปลอมตัวเป็นชาวจีน ลักลอบเข้าไปในไร่ชาแถบภูเขาทางใต้ของจีน ขโมยทั้งเมล็ดพันธุ์ชา เครื่องมือ เทคนิค และแรงงานที่เชี่ยวชาญกลับออกมาอย่างเงียบ ๆ เขาเดินทางกลับมาพร้อมองค์ความรู้เต็มกระเป๋า ซึ่งกลายเป็นจุดเริ่มต้นของไร่ชาในอัสสัมและดารจีลิ่งของอินเดีย
แต่นั่นยังไม่จบ เมื่ออังกฤษเริ่มปลูกชาได้เอง ก็ไม่ใช่ว่าจะเลิกนำเข้าจากจีนทันที การผลิตยังไม่มากพอ ยังต้องพึ่งจีนไปอีกหลายปี และที่แย่กว่านั้นคือ ในบางพื้นที่ของอาณานิคม พวกเขายังปลูกพืชอื่นอยู่ เช่น กาแฟ
ในศรีลังกาซึ่งตอนนั้นยังชื่อว่า “เกาะซีลอน” อังกฤษเคยตั้งไร่กาแฟเป็นหลัก แต่ในช่วงทศวรรษ 1860 โรคราใบสนิม (coffee rust) ระบาดอย่างรุนแรง ไร่กาแฟล่มสลายแทบทั้งหมด อังกฤษจึงเปลี่ยนแผนใหม่ หันมาปลูกชาแทนโดยใช้ความรู้ที่โรเบิร์ต ฟอร์จูนเคยขโมยมาจากจีน
และส่งชายอีกคนหนึ่งชื่อเจมส์ เทเลอร์ เข้าไปเปิดไร่ชาแห่งแรกในเมืองนูวาราเอลิยา ในปี 1867 เขาคือผู้บุกเบิกการปลูกชาเชิงพาณิชย์ในศรีลังกา และเปลี่ยนพื้นที่ที่เคยเป็นภูเขาเขียวให้กลายเป็นทะเลใบชาในเวลาไม่ถึง 20 ปี
หลังจากนั้น อังกฤษก็สามารถผลิตชาเองได้ในปริมาณมหาศาล ชาจากอาณานิคมกลายเป็นสินค้าราคาถูกที่ควบคุมได้ทุกขั้นตอน ตั้งแต่การปลูก เก็บ แปรรูป ขนส่ง ไปจนถึงการกำหนดราคาขาย คนอังกฤษยังดื่มชาเหมือนเดิม แต่มันไม่ใช่ชาจากจีนอีกต่อไป และไม่มีใครในบ้านพวกเขาต้องรู้ว่าชาเหล่านี้เคยมาจากสงคราม เคยมาจากฝิ่น เคยมาจากเรือปืน เคยมาจากการจารกรรม และเคยมาจากอาณานิคมที่ไถ่ชีวิตของคนอื่นด้วยกลิ่นหอม
ฉันยังดื่มชาอยู่เหมือนเดิม มันหอมขนาดนี้ เป็นใครก็ต้องชอบ บางทีที่จิบ ฉันนึกถึงจักรพรรดิที่ไม่ยอมรับสินค้าจากต่างแดน นึกถึงขุนนางที่พยายามปกป้องคนในชาติด้วยการเผาฝิ่น นึกถึงเรือรบที่แล่นเข้ามาพร้อมสนธิสัญญาที่ไม่มีใครกล้าปฏิเสธ และนึกถึงใบชาที่เคยถูกแย่งไปพร้อมความอ่อนน้อมของผู้ปลูกในศรีลังกา
ชาไม่เคยเป็นแค่เครื่องดื่ม แต่มันคือประวัติศาสตร์ที่กลืนอยู่ในรสของมัน
ณัชชาภัทร อมรกุล
ผู้อำนวยการสำนักนวัตกรรมเพื่อประชาธิปไตยสถาบันพระปกเกล้า
#TheStructure
#TheStructureEssay
#สงครามการค้า #จีน #อังกฤษ