กลิ่นพริกไทยที่นำเรือรบมาถึง พริกไทยกับการเดินทางข้ามทวีปที่เชื่อมโยง ประวัติศาสตร์การล่าอาณานิคมและทาส
วันหนึ่ง ฉันนั่งดูสารคดีสั้น ๆ เกี่ยวกับอาหารพื้นบ้านในแอฟริกาใต้ แล้วสะดุดกับภาพจานข้าวที่คุ้นตาเกินคาด มันคือข้าวหอมคลุกกับแกงกะทิสีเข้มคล้ายเรนดัง โรยด้วยหอมแดงซอย แตงกวาหั่น พริกขี้หนู และไข่ต้ม เสียงในสารคดีบอกว่านี่คืออาหารของชุมชน Cape Malay หรือชาวมาเลย์ในเมืองเคปทาวน์ ประเทศแอฟริกาใต้
ซึ่งเป็นชุมชนชาวมุสลิมหรือชนกลุ่มน้อยในแอฟริกาใต้ ที่มีบรรพบุรุษมาจากชาวมุสลิมที่เป็นทาสหรือไม่ได้เป็นก็ได้ มาจากหลาย ๆ ส่วนของโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากอินโดนีเซีย (หรือในตอนนั้นเป็นที่รู้จักกันในชื่อดัตช์อีสอินดีส์) และพลเมืองจากเอเชียหลายประเทศ ที่อาศัยอยู่ที่นั่นในช่วงการปกครองของดัตช์และอังกฤษ
ฉันขมวดคิ้ว ย้ำคิดย้ำทำกับฉากนั้นอย่างครุ่นคิด แล้วก็ถามกับตัวเองว่า…ทำไมอาหารอินโดนีเซียถึงมาอยู่ตรงนั้น ทำไมเครื่องเทศที่ฉันคุ้นเคยถึงปรากฏอยู่ไกลถึงทวีปอื่น จานข้าวจานเดียวเปิดคำถามขึ้นมากมาย และมันไม่ได้จบแค่เรื่องอาหาร แต่พาให้ฉันย้อนกลับไปยังเส้นทางการค้าที่ยาวนานเกินครึ่งโลก และจะต้องพูดถึงพริกไทยในครั้งนี้ด้วย เพราะมันเกี่ยวข้องกัน
และใครจะคิดว่า กลิ่นหอมของพริกไทยบนข้าวร้อน ๆ ในเช้าวันหนึ่ง จะเชื่อมโยงกับห่วงโซ่ของอาณานิคม การค้าทาส และเรือรบ
ในชีวิตประจำวันของเรา พริกไทยดูเหมือนจะเป็นแค่เครื่องปรุงธรรมดา แต่หากย้อนไปเมื่อหลายร้อยปีก่อน มันคือ “ทองคำดำ” ของโลกยุโรป เป็นของหายาก มีราคาแพง และเป็นสัญลักษณ์ของสถานะ คนยุโรปยุคนั้นกินอาหารจำพวกเนื้อเค็มหมักเก็บไว้นาน พริกไทยจึงมีบทบาทสำคัญในการกลบกลิ่นและเพิ่มรสชาติ กลายเป็นของฟุ่มเฟือยที่ชนชั้นสูงต้องมี
แม้ในยุคกลางจะมีพ่อค้าอาหรับคอยนำเครื่องเทศจากตะวันออกมาส่งถึงยุโรปผ่านเส้นทางการค้าโบราณ เช่น เส้นทางสายไหม หรือเส้นทางเรือผ่านทะเลแดง แต่ราคาสูงลิ่ว เพราะผ่านคนกลางหลายชั้น ทุกประเทศต้องพึ่งพาพ่อค้าจากตะวันออกกลาง ซึ่งทำให้เครื่องเทศกลายเป็นสินค้าในฝันของพวกผู้นำยุโรปทุกประเทศ
จนกระทั่งในปลายศตวรรษที่ 15 โปรตุเกส ซึ่งเป็นชาติเกาะที่เล็กแต่ทะเยอทะยาน ได้ส่งนักเดินเรือชื่อวาสโก ดา กามา (Vasco da Gama) ออกไปสำรวจเส้นทางเดินเรือเพื่อไปถึงแหล่งเครื่องเทศโดยตรง เป้าหมายคือ “อินเดีย” โดยไม่ต้องผ่านพ่อค้าอาหรับหรือเวนิสอีกต่อไป การเดินทางของเขาในปี 1498 จึงไม่ใช่แค่เรื่องของการสำรวจ แต่คือยุทธศาสตร์ระดับชาติ
วาสโก ดา กามามาถึงเมืองคาลิปุต (Calicut) บนชายฝั่งมะละบาร์ (Malabar) ซึ่งเป็นแหล่งปลูกพริกไทยที่สำคัญที่สุดของโลกในเวลานั้น มะละบาร์เป็นพื้นที่ชายฝั่งตะวันตกเฉียงใต้ของอินเดียในรัฐเกรละ (Kerala )ปัจจุบัน ซึ่งมีฝนตกชุก ดินดี และอากาศเหมาะกับการปลูกพริกไทยดำ ซึ่งชาวบ้านที่นี่ปลูกกันมานานแล้ว
ตอนแรกโปรตุเกสเข้ามาในฐานะ “ผู้ซื้อ” ท่าทีอ่อนน้อม พูดจาดี พร้อมของขวัญ แต่เมื่อรู้ว่าพริกไทยคือสิ่งที่ทำเงินมหาศาล พวกเขาก็เริ่มคิดใหม่ พวกเขาไม่อยากเป็นแค่ลูกค้า แต่อยากเป็น “เจ้าของตลาด”
จากนั้นไม่นาน โปรตุเกสก็เริ่มใช้เรือรบเข้าควบคุมเส้นทางเดินเรือ ตั้งสถานีการค้า แล้วค่อย ๆ แทรกแซงการเมืองท้องถิ่น จนกลายเป็นผู้มีอำนาจในภูมิภาค การเดินทางที่เริ่มต้นจากความหอมของเครื่องเทศจึงลงท้ายด้วยการตั้งอาณานิคม
เมื่อโปรตุเกสเปิดประตูสู่เอเชียได้สำเร็จ ชาติอื่น ๆ ของยุโรป เช่น เนเธอร์แลนด์ อังกฤษ และฝรั่งเศส ก็รีบตามมา หนึ่งในเส้นทางสำคัญที่สุดคือหมู่เกาะเครื่องเทศในอินโดนีเซีย โดยเฉพาะมะลุกู (Moluccas) ที่ปลูกลูกจันทน์เทศ กานพลู และพริกไทยได้ดี
ดัตช์ (เนเธอร์แลนด์) ใช้กองเรือและอำนาจทางการเงินเข้าผูกขาดการค้าในภูมิภาค จนเกิดองค์กรที่ชื่อว่า VOC หรือ Dutch East India Company ซึ่งถือเป็นบริษัทมหาชนแห่งแรกของโลก และเมื่อคู่แข่งเริ่มมากขึ้น วิธีการต่าง ๆ ก็เปลี่ยนแปลงไป พวกดัตช์น์เริ่มบังคับให้ชาวบ้านขายเฉพาะกับตนเท่านั้นเพื่อตัดคู่แข่ง ถ้าเจรจากับชาวบ้านไม่รู้เรื่องก็ต้องมีการใช้อาวุธ ฆ่าผู้นำท้องถิ่น แล้วตั้งโรงงานผลิต คลังสินค้า และกองทัพในต่างแดน
นี่คือจุดที่ระบบการค้าเริ่มไม่ใช่แค่เรื่องของการแลกเปลี่ยน แต่กลายเป็นโครงสร้างอำนาจที่มี “รัฐ” คอยกำกับ มี “บริษัท” เป็นตัวแทน และมี “อาวุธ” เป็นเครื่องต่อรอง โลกเข้าสู่ยุคอาณานิคมเต็มตัว
แต่เมื่อใดที่การค้าเริ่มกลายเป็นการครอบครอง สิ่งหนึ่งที่จะตามมาเสมอ คือความต้องการ “แรงงาน”
ไร่พริกไทยไม่ปลูกตัวเอง เรือสินค้าไม่แล่นตัวเอง และโกดังในเกาะอันร้อนชื้นก็ไม่ได้เรียงกระสอบเอง เครื่องเทศที่เรารู้จักจึงไม่เคยเดินทางอย่างสันติ แต่มักแลกมาด้วยหยาดเหงื่อและบางครั้งก็เลือดของคนที่ไม่มีชื่ออยู่ในหนังสือประวัติศาสตร์
ที่น่าตกใจคือ แรงงานจำนวนมากในเส้นทางการค้าเครื่องเทศ เป็นคนที่ถูกซื้อขายเหมือนสินค้าชิ้นหนึ่ง ถูกบังคับ ถูกส่งข้ามทวีป และไม่มีสิทธิจะเลือกว่าตัวเองจะอยู่หรือไป พวกเขาคือทาส
ชาวแอฟริกาตะวันออกจาก โมซัมบิก (Mozambique), มาดากัสการ์ (Madagascar), หรือ แทนซาเนีย (Tanzania) ถูกส่งตัวข้ามทะเลไปยังอินเดียและหมู่เกาะต่าง ๆ ทั้ง มอริเชียส (Mauritius), เรอูเนียง (Réunion), เซเชลส์ (Seychelles) ซึ่งอยู่ในมหาสมุทรอินเดีย หรือไปจนถึงอินโดนีเซียเอง
เพื่อทำไร่พริกไทยและไร่ไร่อื่น ๆ ที่ยุโรปตั้งขึ้น ทาสจากเกาะชวามักถูกส่งไปแอฟริกาใต้ ทาสอินเดียบางส่วนก็ถูกพาไปยังหมู่เกาะแคริบเบียน เหล่านี้คือโครงข่ายที่ซับซ้อนซึ่งเชื่อมโลกด้วยผลประโยชน์ของผู้ค้าชาวยุโรป
ภาพของอาหารในสารคดีที่ฉันดูวันนั้น ไม่ได้เป็นแค่ภาพอาหารหน้าตาน่ากินอีกต่อไป แต่มันกลายเป็นบทสรุปของการเดินทางยาวไกลของกลุ่มคนที่ไม่มีโอกาสเลือกชีวิตตัวเอง อาหารจานหนึ่งที่ดูเรียบง่าย คือผลผลิตของประวัติศาสตร์ที่ซ้อนทับกันหลายชั้น
พริกไทยในโจ๊กตอนเช้า หรือเครื่องเทศในข้าวแกงของเราวันนี้ บางทีมันอาจมีกลิ่นเงียบ ๆ ของอดีตซ่อนอยู่ มันอาจไม่ได้เป็นแค่กลิ่นหอม แต่เป็นกลิ่นของความโหยหาบางอย่างในยุคที่คนแลกชีวิตกันเพื่อสิ่งเล็ก ๆ สีดำ ๆ ที่เคยมีราคามากกว่าทอง
และแม้เราจะลืมไปแล้วว่ากลิ่นพริกไทยมีเสียงของมัน แต่บางครั้ง เวลาที่เรานั่งเงียบ ๆ อยู่กับจานข้าว อาจมีเสียงลมหอบหนึ่งพัดพาเรื่องราวนั้นกลับมาให้ได้ยินอีกครั้ง
ณัชชาภัทร อมรกุล
ผู้อำนวยการสำนักนวัตกรรมเพื่อประชาธิปไตยสถาบันพระปกเกล้า
#TheStructure
#TheStructureEssay
#พริกไทย #ทาส #ล่าอาณานิคม