กรณีปลัดและอธิบดีอุทยานสะท้อน ยิ่งมีตำแหน่งใหญ่โต ยิ่งต้องทำตัวให้ดี อย่าแสดงความจงรักภักดีด้วยวิธีสร้างภาพ
ขอสรุปตอนท้ายของอาทิตย์นี้ต่อเนื่องจากอาทิตย์ที่แล้วเพิ่มเติม กรณีข้าราชการระดับสูง สองคน คนหนึ่งเป็นอธิบดีมีเรื่องทุจริต ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง เรียกเก็บเงินจากลูกน้องทั้งเงินหลวงที่เป็นงบประมาณแผ่นดินและเงินส่วนตัวของลูกน้องเพื่อโยกย้ายหรือไม่โยกย้าย
อีกคนเป็นปลัดกระทรวงใช้วาจาดูหมิ่นลูกน้อง ดูถูกสถาบันการศึกษา ใช้กริยาท่าทางไม่ให้เกียรติผู้ร่วมงาน ผู้เข้าร่วมประชุม ใช้อำนาจบาตรใหญ่ที่ไม่เหมาะสม
ทั้งสองกรณีเป็นเรื่องดีที่สังคมเข้ามาตรวจสอบ ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ สามารถเปิดโปงพฤติการณ์ที่ถูกปิดบังซ่อนเร้นมาอย่างยาวนานให้สังคมได้รับทราบและช่วยกันลงโทษ
เมื่อราชการลงโทษไม่ได้หรือไม่ยอมลงโทษ ก็ชอบที่สังคมจะช่วยกันลงโทษ แม้จะไม่สามารถทำอะไรได้มากไปกว่าการตำหนิติเตียน การเปิดโปงเรื่องอื่นๆ ที่ซ่อนอยู่อีกให้เปิดเผยออกมา
———-
ความพยายามโยงอธิบดีอุทยานเข้ากับสถาบันฯ
———-
เรื่องนี้น่าเสียดายอยู่มากก็ตรงที่มีคนไม่หวังดีต่อชาติบ้านเมือง ดึงสถาบันเบื้องสูงมา เชื่อมโยงวิจารณ์เหน็บแนม ยุแยง ให้ร้าย ทั้งที่สถาบันไม่ได้เกี่ยวข้อง ไม่ได้รู้เห็นแม้แต่น้อย
เช่น รายอธิบดีมีซองใส่เงินที่ยึดได้ มีชื่อหน่วยงานหนึ่งที่ทำงานเกี่ยวกับโครงการในพระราชดำริปรากฎอยู่บนหน้าซอง พวกที่คิดไม่ดีในโลกทวิตเตอร์ก็พากันแซะ พากันเขียนเป็นนัยให้เข้าใจเป็นอย่างอื่น
ทั้งที่ความจริงเป็นชื่อของหน่วยงานหนึ่งที่ถูกตั้งขึ้นในกรมอุทยาน แต่คนในหน่วยงานนั้นต่างหากที่ไปเอาเงินใส่ซองให้อธิบดี แล้วเขียนหน้าซองให้อธิบดีรู้ว่าเป็นเงินของหน่วยงานใดเท่านั้นเอง สถาบันไม่ได้เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมของอธิบดีหรือเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานนั้นเลย
สิ่งนี้ทำให้เห็นเลยว่าพวกที่พยายามด้อยค่าสถาบันโดยเอาความเท็จมาโฆษณาชวนเชื่อ นำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองมาบิดเบือน ตั้งประเด็นให้วิจารณ์ใส่ร้าย ทำกันเป็นขบวนการ แบ่งหน้าที่กันทำ
บางคนไม่ทำอะไร ไม่วิจารณ์เสริมแต่ง แต่เอาสิ่งคนอื่นวิจารณ์มาแปะไว้ในเพจของตัวเอง เพื่อให้คนติดตามได้อ่าน ได้วิจารณ์ต่อ ทำนองว่าอะไรที่ด้อยค่าได้ แม้จะเท็จก็จะทำ ไม่เชื่อลองอ่านในเพจของอาจารย์ที่มีชื่อเสียงบางคนดู ชอบทำแบบนี้เกือบทุกวัน
———-
ยิ่งมีตำแหน่งใหญ่โต ยิ่งต้องทำตัวให้ดี
———-
ส่วนอีกคนที่เป็นปลัดกระทรวงก็มีความพยายามไปขุดคุ้ยความเป็นมา พฤติกรรมในอดีต ทั้งของตัวปลัดกระทรวงและภรรยานักธุรกิจระดับหมื่นล้าน แล้วก็เกิดขบวนการบิดเบือนว่า ใกล้ชิดสถาบันเบื้องสูง พยายามจะสร้างความเชื่อมโยงให้สังคมเข้าใจว่าได้ดีรุ่งเรืองก้าวหน้า เมื่อทำผิดก็ไม่มีใครกล้าลงโทษ
กรณีปลัดกระทรวงคนนี้เป็นบทเรียนสำคัญสำหรับข้าราชการระดับสูง คนระดับอธิบดี ปลัดกระทรวงทุกคนก็ว่าได้ ต้องทำงานหลายโครงการที่เกี่ยวข้องกับสถาบัน ต้องรับเสด็จ ต้องถวายงานเมื่องานของหน่วยงานตนเกี่ยวข้องหรือสามารถช่วยเหลือประชาชนได้
ยิ่งข้าราชการระดับสูงอย่างปลัดกระทรวงมหาดไทย ผู้ว่าราชการจังหวัด ลงไปถึงนายอำเภอ ล้วนแต่ทำงาน สนองพระมหากรุณาธิคุณสถาบันเกือบทั้งสิ้น จึงต้องตระหนักว่า ยิ่งทำงานใกล้ชิดยิ่งต้องระมัดระวังตัวเอง ต้องซื่อสัตย์สุจริต ใช้คุณธรรม รักษาจริยธรรมในการทำงานและการวางตน
ความเสื่อมที่เกิดการปฏิบัติตน ย่อมถูกคนที่ไม่หวังดีนำไปสร้างความเสียหายให้ไกลกว่าความเสื่อมของตัวเองได้อีกมากมาย
———-
อย่าแสดงความจงรักภักดีด้วยวิธีสร้างภาพ
———-
มีเหตุการณ์หลายกรณีที่เกิดขึ้นเพราะอยากแสดงออกถึงความจงรักภักดี แต่บางเรื่องราวไปทำให้ประชาชนตัวเล็กตัวน้อยเดือดร้อน เดือดร้อนมาก หรือน้อยก็เดือดร้อน ทั้งที่สถาบันไม่ได้รับรู้หรือเกี่ยวข้องก็ต้องรับผลแห่งความเดือดร้อนนั้นไปด้วย
ยุคสมัยนี้ข้าราชการต้องคิดให้รอบคอบ รอบด้าน อย่าหวังแต่การสร้างภาพ ความจงรักภักดี การถวายพระเกียรติยศ สามารถกระทำได้หลายวิธีด้วยกัน ทำอย่างปิดทองหลังพระก็ได้และดีด้วย ทำให้ประชาชนคนไทยมีความสุข มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นก็เป็นการสนองพระมหากรุณาธิคุณแล้ว
ไม่ต้องเป็นข่าว หรือมีภาพข่าวออกทีวีทุกวัน ไม่ต้องไปเรี่ยไรสร้างโน่นนี่นั่น ให้ลูกน้องต้องไปหาเงินมาสมทบทุนเข้าทำนองนายได้ดี แต่ตาสาตาสีเดือดร้อน การสนองพระมหากรุณาธิคุณและเฉลิมพระเกียรติยศในทางที่ถูกต้องจะเป็นความดีงามต่อสถาบัน และต่อตัวท่านข้าราชการระดับสูงทั้งหลายเอง
———-
ภาวะเศรษฐกิจโลกในปี 2566
———-
มาเรื่องเบาๆ บ้าง พอเริ่มต้นปีใหม่หลายคนมักจะถามกัน หรือมีข้อสงสัยในใจว่าปีนี้ชีวิตจะดีหรือไม่ดีแค่ไหน บางคนหาหมอดูดวงทำนายโชคชะตาจะเจอปีชงกันหรือไม่
แต่ปัจจัยหนึ่งที่จะส่งผลต่อชีวิตคนไทยไม่มากก็น้อย คงต้องดูว่าบ้านเมืองของเราจะไปทางไหน หนีไม่พ้นที่ต้องพึ่งพาข้อมูลตัวเลขเชิงสถิติที่มีแหล่งอ้างอิงน่าเชื่อถือ มาเป็นแนวทางวิเคราะห์ก่อน
คำถามยอดฮิตที่คนไทยอยากรู้ที่สุดตอนนี้ คงเป็นเรื่องเศรษฐกิจปากท้องจะดีกว่านี้ไหม หลังจากที่เราทุกคนมีประสบการณ์ยากลำบากจากวิกฤตโควิดยืดเยื้อมามากกว่า 2 ปี ธุรกิจทยอยปิด ประชาชนขาดรายได้ ตามมาด้วยสงครามรัสเซียยูเครนที่ทำให้ของทุกอย่างแพงขึ้น รายได้มีน้อยอยู่แล้วแทบจะไม่พอเลี้ยงชีพ
มาปีนี้เราจะได้ลืมตาอ้าปากหรือยัง แล้วเราจะต้องเตรียมตัวกันอย่างไร หรือเราสามารถจะกำหนดชะตาเราเองได้หรือไม่
แทบจะทุกสำนักหรือค่ายเศรษฐกิจดังของโลก เวิร์ดแบงค์ ไอเอ็มเอฟ ต่างติดตามดูตัวเลขทางเศรษฐกิจมาทั้งปี สรุปเป็นคำนายเดียวกันว่า ปี 2566 โลกจะเผชิญกับภาวะวิกฤตด้านการเงิน เงินเฟ้อจะยังคงสูง อัตราดอกเบี้ยยังคงขยับขึ้น
ประเทศใหญ่ๆ เช่น สหรัฐ กลุ่มยุโรปจะเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย จีนจะพบกับปัญหาเศรษฐกิจชะลอตัว หมายความว่าคนในประเทศเหล่านี้จะเข้าสู่ภาวะข้าวยากหมากแพง คนมีเงินมากก็ไม่กล้าใช้สุรุ่ยสุร่าย การใช้เงินจะคิดหน้าคิดหลัง คนพอมีตังค์แบบหาเช้ากินค่ำไม่ต้องพูดถึง ยิ่งต้องยอมอดมื้อกินมื้อ
เมื่อเขาไม่ซื้อของหรือซื้อของน้อยลง ประเทศผู้ส่งออกทั้งหลายรวมถึงไทยก็ต้องส่งออกน้อยลง บริษัทต่างๆ ก็ลดต้นทุน จ้างคนงานน้อยลง สรุปคือทุกประเทศล้วนได้รับผลกระทบหมด มากบ้าง น้อยบ้างขึ้นกับปัจจัยพื้นฐานหรือโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจของแต่ละประเทศ
———-
ปัจจัยที่ทำให้ไทยยืนหยัดได้ในเวลานี้
———-
แต่ที่น่าแปลกคือ หลายสำนักเศรษฐกิจทำนายตรงกันว่า ไทยจะเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจเติบโตสวนทางประเทศอื่นๆ ในโลก เวิร์ดแบงค์ คาดการณ์ว่าปี 2566 เศรษฐกิจไทยจะโต 3.6% ไอเอ็มเอฟ ทำนายว่าไทยจะขยายตัวทางเศรษฐกิจถึง 3.7% (ปี 2565 ขยายตัว 2.8%)
ธนาคารแห่งประเทศไทยบอกจะขยายตัวถึง 3.8% (ปี 2565 ขยายตัว 3.3%) อันเป็นผลมาจากภาคการท่องเที่ยวฟื้นตัวต่อเนื่อง คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาใช้จ่ายเงินในไทยปี 2566 ประมาณ 24 ล้านคน
เงินจะหมุนเวียนอย่างมากในธุรกิจเกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยวและการบริการ ทดแทนกับภาคการส่งออกที่เริ่มลดลงอันเนื่องมาจากประเทศปลายทางประสบปัญหา
ที่ผ่านมาจะเห็นว่าดัชนีด้านการท่องเที่ยวของไทยอยู่อันดับต้นๆ ของโลก อันเนื่องมาจากข้อดีหลายด้าน เช่นสะดวก ปลอดภัยสูง ระบบสาธารณสุขเข้มแข็ง ผู้คนเป็นมิตร สถานที่เที่ยวสวยงาม อาหารอร่อย อากาศดี ค่าครองชีพไม่แพง ฯลฯ
ปัจจัยสำคัญมากที่ทั่วโลกให้ความสนใจคือ ความเชื่อมั่นในโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจไทยที่มีความแข็งแกร่งมาก มีเงินทุนสำรองอันดับที่ 6 ของโลก เป็นประเทศที่ซื้อทองคำสุทธิในทุนสำรองระหว่างประเทศเป็นอันดับ 1 ของโลก มีสัดส่วนการถือทองคำเป็นอันดับที่ 22 ของโลก
และรัฐบาลไม่เคยเข้าไปก้าวก่ายการทำงานของภาคการเงินการคลัง ปล่อยให้มืออาชีพเขาทำไปตามหลักวิชาการด้วยความอิสระ ไม่เคยมีนักการเมืองในรัฐบาลของคุณประยุทธ์ที่ได้รับผลกำไรจากการใช้ข้อมูล หรือใช้อำนาจเพื่อบิดเบือนนโยบายการเงินการคลังของประเทศ ไม่เหมือนกับบางรัฐบาลที่ผ่านๆ มา
———-
ปัจจัยทั้งภายในและภายนอกที่ควรระวัง
———-
แม้จะมีข้อบวกในหลายด้าน แต่ไทยยังถูกมองว่ามีจุดเสี่ยงที่ต้องระวังที่อาจทำให้เศรษฐกิจไม่โตตามที่คาดหวังจากปัจจัยภายนอก
คือ สงครามเก่ายังไม่เลิกและรุนแรงขึ้น สงครามใหม่อาจเกิดขึ้น , สหรัฐและยุโรปประสบกับภาวะเศรษฐกิจถดถอยรุนแรง , จีนกลับมาใช้นโยบายล็อกดาวน์ประเทศอีกครั้ง , โควิดกลายพันธุ์ลุกลามทั่วโลก ปัจจัยทั้งหมดนี้จะทำให้นักท่องเที่ยวหายไปจากไทยอีกครั้งเหมือนที่ผ่านมา
ส่วนปัจจัยภายในคือ ความไม่แน่นอนทางการเมือง ซึ่งยังทำนายไม่ได้ว่าหลังการเลือกตั้งพรรคไหนจะมาจัดจัดตั้งรัฐบาล แล้วใครจะมาเป็นนายกรัฐมนตรี นโยบายทางเศรษฐกิจที่แต่ละพรรคนำเสนอกันจะมีผลต่อความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจของไทย
ช่วงนี้เริ่มจะเห็นนโยบายเชิงประชานิยม นโยบายขายฝันค่อนข้างมากที่พร้อมจะลดแลกแจกแถมเงินเข้ากระเป๋าประชาชน โดยที่ยังไม่รู้ว่าจะหาเงินจากที่ไหนมาให้ได้
บางนโยบายถูกทักท้วงติติงจากภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ว่าอาจทำให้ประเทศพบกับวิกฤตเศรษฐกิจอีกครั้ง เช่น ขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ ขึ้นเงินเดือนปริญญาตรี จะทำให้เกิดการเลิกจ้าง ปิดโรงงาน ย้ายฐานการผลิต นักลงทุนไม่เข้ามา ของแพงขึ้น เงินเฟ้อพุ่ง และอื่นๆอีก
เราเคยเจอนโยบายลักษณะนี้มาแล้ว และตอนนี้ทุกคนกำลังใช้หนี้ผ่านภาษีที่เกิดจากนโยบายขายฝันอยู่ ส่วนเงินที่เกิดจากนโยบายขายฝันถูกผันเข้ากระเป๋านักการเมืองแทน นักการเมืองขี้โกงที่ถูกจับได้ก็หลบหนีคดี จับมาลงโทษชดใช้ความผิดยังไม่ได้ กรรมที่เกิดจากการกระทำตกอยู่กับประชาชนทุกคนทั่วหน้าโดยแท้
ปัจจัยที่เกิดจากการเมืองแบบนี้ เราทุกคนสามารถกำหนดชะตาชีวิตเองได้ เคยมีบทเรียนอยู่แล้ว คิดจะเลือกใครเข้ามาทำหน้าที่ต้องคิดให้ดีก่อน วิเคราะห์ผลดีผลเสีย ศึกษาภูมิหน้าภูมิหลังของแต่ละคนแต่ละพรรคให้ถ่องแท้
ไม่เช่นนั้นสิ่งดีๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้นกับไทยในปี 2566 ที่ทุกคนหวังเอาไว้ อาจไม่เป็นอย่างที่หวัง แถมจะนำพาประเทศเข้าไปสู่วังวนความยากลำบากเหมือนช่วงปีที่ผ่านมา
กำแพงมนุษย์ สงครามข่าวปลอม เขมรหลอน แฉเกมสกปรกของกัมพูชา ใช้ชีวิตของพลเรือนกัมพูชาเป็นโล่มนุษย์ สร้างสงครามความเชื่อ ลบความจริงเพื่อเอาชนะโดยไร้เกียรติ
วิกฤติแบบไทยๆ จิตอาสาเต็มพื้นที่-แต่ศูนย์กลางว่างเปล่า ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทย ต้องมี Command Center ที่ “เร็วกว่า” วิกฤติ ไม่ใช่ช้ากว่า “ดราม่า” บนโลกออนไลน์
ศิราวุธ ภุมมะกสิกร
อดีตวิศวกรโครงการ ระดับผู้จัดการ จบปริญญาตรีวิศวกรรมเครื่องกล จาก พระจอมเกล้าธนบุรี และ โท ด้าน Advanced Manufacturing Engineering จาก University of South Australia มีความสนใจในเรื่องประวัติศาสตร์ การเมือง และสวัสดิการสังคม