Here We Go 75 เปิดพฤติกรรมของพรรคก้าวไกล ที่อาจทำให้เพื่อไทยต้องจำใจ ถีบเพื่อนออกจากเรือ
ถ้าใครได้ติดตามการประชุมรัฐสภาเพื่อรับรองนายกรัฐมนตรีครั้งที่ 2 จะเกิดความรู้สึกเหมือนกันหรือไม่ว่า ส.ส.ของพรรคล้วนแต่มีความห้าวหาญ แข็งกร้าว ไม่ยอมถอย พร้อมชน กล้าบวกไม่ว่าหน้าอินทร์หน้าพรหม ไม่สนใจในความมีอาวุโสหรือไม่ ซึ่งท่าทีแบบนี้เป็นมาตลอดตั้งแต่เป็นพรรคฝ่ายค้าน
มาครั้งนี้กลายเป็นพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาลทำให้เกิดความฮึกเหิมมากขึ้นการแสดงออกลักษณะนี้จึงมากขึ้นตามไปด้วย ไม่เว้นแม้กระทั่งคุณเสรีพิศุทธ์ ผู้มีอาวุโสใน 8 พรรคร่วม MOU ที่หวังดีไปหยั่งเสียงทาบทามพรรคการเมืองข้ามขั้วให้มาช่วยโหวตสนับสนุนคุณพิธา ยังถูก ส.ส.ของพรรคก้าวไกลออกมาด่าแบบไม่ไว้หน้าไล่ให้ไปตาย
ผลคือคุณเสรีพิศุทธ์ แสดงออกด้วยการงดออกเสียงให้โหวตซ้ำคุณพิธารอบ 2 ผลที่ตามมานอกรัฐสภาคือ ด้อมส้มทั้งหลายต่างจัดทัวร์ไปลงคนที่คิดเห็นต่างอย่างหยาบคายแบบไม่มี ส.ส.ก้าวไกลคนไหนออกมาห้ามปราม
———-
อาการก้าวร้าวแบบนี้เชื่อขนมกินได้เลยว่า พรรคก้าวไกลในอนาคตจะขาดเพื่อนในทางการเมือง บรรดา ส.ว.ที่ไม่โหวตให้คุณพิธาในรอบที่ 1 คงคิดได้แล้วว่าไม่เฉพาะตัวคุณพิธาที่เป็นปัญหา แต่ทั้งพรรคก้าวไกลคือตัวปัญหา ทั้งแนวความคิดที่สุดโต่ง ทั้งนโยบายที่สุดขั้ว เพราะฉะนั้น ส.ว.ก็คงไม่โหวตให้แคนดิเดตจากพรรคอื่นๆ ถ้าหากยังแบกพรรคก้าวไกลไว้เป็นพรรคร่วมรัฐบาล
ตอนนี้คงจะเริ่มเห็นอาการของพรรคเพื่อไทยที่สื่อสารออกทางแถลงการณ์ของพรรคแล้ว ใจความสำคัญๆ คือ การแก้ไขมาตรา 112 เป็นปัญหาการรวมเสียง จำเป็นต้องขอเสียงจากพรรคการเมืองอื่นๆ นั่นก็คือต้องเพิ่มขั้วเพื่อเสียงสนับสนุน
แต่ทันทีที่แถลงการณ์พรรคเพื่อไทยออกมาหลายพรรค เช่น พรรคภูมิใจไทย พรรคชาติไทยพัฒนา พรรครวมไทยสร้างชาติ พรรคพลังประชารัฐ ต่างออกมาบอกแล้วจะไม่ยอมร่วมงานกับพรรคเพื่อไทยถ้ามีพรรคก้าวไกลอยู่ด้วยเข้าทำนอง “มีก้าวไกล ไม่มีกู”
หาก 8 พรรคร่วม MOU เกาะกันไปแบบนี้พรรคเพื่อไทยคงไม่สามารถเสนอนายกรัฐมนตรีของตัวเองได้ จะออกปากขอตัดพรรคก้าวไกลทิ้ง คงยังต้องชั่งน้ำหนักผลกระทบอารมณ์ความผิดหวังของเหล่าแฟนคลับให้ดี คงต้องหาทางบีบให้พรรคก้าวไกลถอนตัวออกไปเอง พรรคเพื่อไทยไม่ต้องการพลาดโอกาสเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลอย่างแน่นอน
———-
ที่กล่าวมายังไม่นับเรื่องที่พรรคก้าวไกลโดยคุณรอมฎอน ปันจอร์ พร้อมเพื่อน ส.ส.ก้าวไกลจำนวนหนึ่งแสดงความสุดโต่งยื่นเรื่องต่อประธานรัฐสภา เสนอ พ.ร.บ.ยกเลิก พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ให้ยุบ กอ.รมน. และเสนอญัตติด่วน เรื่องขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญติดตามและส่งเสริมการสร้างสันติภาพในจังหวัดชายแดนภาคใต้/ปาตานี
ซึ่งสอดคล้องกับกิจกรรมของกลุ่มนักศึกษา ม.อ.ปัตตานีที่จัดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ที่เสนอให้สำรวจความคิดเห็นกับคนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ต้องการแยกตัวออกเป็นอิสระจากรัฐไทยหรือไม่ ประเด็นนี้ยังอยู่ระหว่างรวบรวมหลักฐานเพื่อสั่งฟ้องศาลอยู่
ไม่แน่ว่าคุณรอมฎอนอยู่ในข่ายจะโดนฟ้องด้วยหรือไม่ แต่การยื่นร่าง กม.และเสนอตั้งคณะกรรมาธิการดังที่กล่าว ทำให้เพื่อน ส.ส.ด้วยกันรวมถึง ส.ว.ต่างเห็นเจตนาของพรรคก้าวไกลที่อาจส่งผลกระทบต่อปัญหาความมั่นคงของประเทศมากขึ้น ส.ว.คงไม่เปิดโอกาสให้เข้ามาใช้อำนาจบริหารบ้านเมืองในฐานะฝ่ายรัฐบาลเป็นแน่
ก่อนจะเสนอยุบ กอ.รมน.หรือให้ทหารออกจากพื้นที่ ให้ประชาชนดูแลกันเอง คุณรอมฎอนได้สอบถามคนทุกกลุ่ม ทุกอาชีพ หรือถามฝ่ายข้าราชการที่อยู่ในพื้นที่หรือยังว่าเขาพอใจกับข้อเสนอนี้หรือเปล่า หรือยึดถือเพียงทฤษฎีตามตำราแล้วนำมาทดลองเล่น
คุณรอมฎอนไม่ใช่คนที่เกิดในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพียงแต่เข้ามาเรียนหนังสือ มาศึกษาทำวิจัย หาเงินสร้างชื่อจากประเด็นที่เป็นปัญหาในพื้นที่เท่านั้น วันหนึ่งพอได้เป็น ส.ส.ก็เลยใช้โอกาสทดลองแนวคิดของตน คุณรอมฎอนมั่นใจได้อย่างไรว่าแนวทางที่ทำอยู่นี้จะทำให้เหตุความรุนแรงหายไป
เราเคยมีประสบการณ์ยุบ ศอ.บต.มาก่อนแล้ว และนำระบบผู้ว่า CEO เข้ามาบริหารจัดการ แต่ความรุนแรงกลับเพิ่มขึ้น จนต้องกลับไปตั้งองค์กรพิเศษเฉพาะเข้ามาดูแลปัญหาในพื้นที่อีกครั้ง ขณะที่นักการเมืองก็ลอยตัวไม่ได้รับผิดชอบในสิ่งที่ทำผิดพลาด ประชาชนในพื้นที่ต่างหากที่ต้องรับผลการกระทำ
กลุ่มโปลิตบูโรของพรรคน่าจะต้องปรับแผนรับมือกับความผิดพลาดทางการเมืองที่เกิดขึ้น ระหว่างนี้คงได้เห็นคุณพิธาและสมาชิกพรรคให้เวลามากขึ้นกับการตระเวนพบเหล่าด้อมตามจังหวัดต่างๆ นำข้อมูลฟ้องต่อประชาชน
สร้างวาทะกรรมแนวที่ว่าพรรคที่ประชาชนเลือกมา ไม่สามารถเข้าไปทำหน้าที่บริหารประเทศแบบที่เขาคาดหวังได้เพราะมีกลุ่มอำนาจเก่าร่วมมือกับเหล่าตุลาการขัดขวาง พร้อมๆ กับการใช้สื่อโซเชียลประโคมชวนเชื่อตามที่ถนัด คงได้เห็นม็อบรายวันไปอีกนาน ต้องเชื่อแล้วว่ามีก้าวไกลประเทศไทยไม่ (สงบ) เหมือนเดิม
———-
ที่พูดมาทั้งหมดอยากสรุปว่า ความสุดโต่งในทุกเรื่องทุกด้านของก้าวไกล นโยบายแก้ไขมาตรา 112 นโยบายส่งเสริมสนับสนุนปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ สนับสนุนการกระทำบนท้องถนนของเหล่ามวลชนที่ดูหมิ่น ให้ร้ายสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างไม่ได้สำนึกถึงความเป็นมาของชาติหลายร้อยปีและอยู่มาได้อย่างเจริญรุ่งเรืองถึงทุกวันนี้
พฤติกรรมเหล่านี้สะท้อนไปถึงนโยบายเปลี่ยนแปลงประเทศที่ทำให้ก้าวไกลไม่ได้รับความไว้วางใจจากสังคมส่วนใหญ่ เพราะถึงที่สุดแล้วก็คือล้มเลิกทุกอย่างที่เป็นความเป็นมาของชาติไทยตลอดหลายร้อยปีที่ผ่านมา
ไม่นับร่างกฎหมายหลายฉบับที่ก้าวไกลเพิ่งเสนอต่อสภา มองไปในอนาคตข้างหน้ากฎหมายทุกฉบับล้วนนำมาซึ่งความขัดแย้งอย่างใหญ่หลวงในหมู่คนไทยและในระดับโครงสร้างของหน่วยงานต่างๆ อย่างแน่นอน
ยิ่งพฤติกรรมรายตัวของเหล่า ส.ส. ไม่ได้ประสงค์จะมีเพื่อน ก้าวร้าว รุนแรง หยาบคาย ไม่ได้เป็นการกระทำเฉพาะตัว แต่สอนมวลชนให้เลียนแบบ สังคมไทยจึงเป็นสังคมของความเกลียดชังกันและกำลังมีมากขึ้น
จึงเป็นคำถามสำคัญต่อก้าวไกล จะเลือกใช้สิ่งเหล่านี้ประหัตประหารคนไทยไปสู่การเปลี่ยนแปลงประเทศอย่างนั้นหรือ สิ่งที่คิดและทำทั้งหมดนี้ออกดอกออกผลให้แก่ก้าวไกล นั่นคือคุณพิธาไม่ได้รับการสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรี
ถ้าฟังการอภิปรายของทุกคนที่ไม่สนับสนุนคุณพิธา จะพบว่า เขาไม่ไว้วางใจ เขาไม่เชื่อ เขาเป็นห่วงประเทศชาติ ไม่สามารถให้ก้าวไกลมีอำนาจทางการเมืองมากไปกว่านี้ได้ การแก้ไขมาตรา 112 เป็นจุดเริ่มต้นหนึ่งในอีกหลายๆ จุดเริ่มต้นที่ไปรวมในปลายทางสุดท้ายคือทำลายชาติให้ย่อยยับ
———-
มาถึงขณะนี้การตั้งรัฐบาลยังไม่คืบหน้า เพื่อไทยได้รับมอบภารกิจให้เป็นแกนนำ แปลว่า คนของเพื่อไทยจะเป็นนายกรัฐมนตรี แต่เพื่อไทยรู้ดีว่าเสียงในรัฐสภาไม่พอสนับสนุน ลงมติวันที่ 27 กรกฎาคม ก็จะไม่ได้รับความเห็นชอบอีกถ้ายังมีก้าวไกลอยู่ในรัฐบาล เพื่อไทยจึงเชิญทุกพรรคการเมืองมาหารือเพื่อขอรับการสนับสนุนและขอทราบจุดยืนท่าทีในการจัดตั้งรัฐบาล
ซึ่งก็ไม่ผิดไปจากคาด ทุกพรรคพร้อมสนับสนุนเพื่อไทยแต่ต้องไม่มีก้าวไกลอยู่ในรัฐบาล จุดยืนนี้ไม่เปลี่ยนไปจากเดิมตั้งแต่เริ่มหาตัวนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม ที่ผ่านมา
เมื่อเป็นเช่นนี้โหวตวันที่ 27 กรกฎาคม เพื่อไทยจึงเป็นห่วงว่าคนที่จะเสนอชื่อคงไม่ได้รับเสียงเห็นชอบมากพอ สิ่งที่เพื่อไทยต้องรีบทำคือกลับไปเจรจากับ 8 พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาลเพื่อให้ทราบสาเหตุของอุปสรรค หาแนวทางแก้ไข
ซึ่งทุกพรรครู้อยู่แล้ว อุปสรรคอยู่ตรงไหน จะแก้ไขอย่างไรถึงจะตั้งรัฐบาลได้ เหลืออยู่ว่าจะออกแบบอย่างไรให้อธิบายสังคมและกองเชียร์ของแต่ละฝ่าย และสำคัญที่สุดคือตั้งรัฐบาลได้ พาประเทศเดินหน้าต่อไป
———-
กองเชียร์ของแต่ละฝ่ายกำลังออกอาวุธเข้าหากัน โดยเฉพาะในฝ่าย 8 พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาล สิ่งที่สังคมได้เห็นขณะนี้คือ กองเชียร์ก้าวไกลทั้งนักการเมือง นักวิชาการ และเหล่าด้อม มีท่าทีเหมือนๆ กันคือทั้ง 8 พรรคต้องมัดร่วมกันให้แน่น ต้องไม่ทิ้งกัน
มีคำสำทับระคนขู่ไปยังเพื่อไทยว่า ถ้าทิ้งก้าวไกล จะพบกับมวลมหาประชาด้อมเต็มถนนแน่ ไม่พูดอย่างเดียว เย็นวันอาทิตย์ที่ผ่านมาด้อมกลุ่มทะลุวัง พร้อมหยก เดินทางไปออกฤทธิ์เดชถึงที่ทำการพรรคเพื่อไทย ซึ่งมีแขกสำคัญจากพลังประชารัฐมาประชุมอยู่ด้วย มีคำด่า คำขู่ มีสาดแป้งใส่ผู้คนเลอะกันไปหลายคนทั้งเจ้าบ้านและแขกผู้มาเยือน
ฤทธิ์เดชครั้งนี้ถูกใจกองเชียร์ เพราะทำให้เพื่อไทยจะได้คิดให้มากและต้องกลัวกองเชียร์ด้อมจนไม่กล้าสลัดก้าวไกลทิ้ง การบ้านตั้งรัฐบาลของเพื่อไทยจึงไม่ง่าย ฤทธิ์เดชของด้อมที่ไม่สนใจกฎหมาย ไม่สนใจผิดถูก เดินหน้าลุยทุกสิ่งอย่างที่ขัดขวางการเป็นรัฐบาลของตน ทำให้เพื่อไทยกลัว ด้อมจึงเป็นอาวุธของก้าวไกลที่มีอานุภาพยิ่ง
การเมืองและบ้านเมืองในวันนี้จึงดุเดือด น่ากลัว ไม่ว่าก้าวไกลจะเป็นรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน