โอกาสเวียดนามกับศักยภาพในการปรับตัว นักวิเคราะห์เวียดนามชี้ผู้ส่งออกเตรียมรับอานิสงส์จากการเปลี่ยนแปลงห่วงโซ่อุปทานโลก
เวียดนามมีศักยภาพสูงในการใช้ประโยชน์จากการปรับเปลี่ยนห่วงโซ่อุปทานโลก โดยคาดว่าจะมีการเติบโตของการส่งออกที่แข็งแกร่งในปีนี้ ตามคำกล่าวของ แคโรล เลา รองประธานอาวุโสของ Global Sources
เลา กล่าวกับ Vietnam News ในงานแสดงสินค้า Global Sourcing Fair Vietnam ที่นครโฮจิมินห์เมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า เวียดนามกำลังกลายเป็นผู้เล่นสำคัญในตลาดโลก โดยมีการเติบโตของการส่งออกถึง 25.7% เมื่อเทียบกับปีก่อน คิดเป็นมูลค่า 31,110 ล้านดอลลาร์ (1.04 ล้านล้านบาท) ในเดือน ก.พ.
กลุ่มอุตสาหกรรมสำคัญ เช่น อิเล็กทรอนิกส์ สิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม และรองเท้า ต่างมีผลประกอบการที่โดดเด่นท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดด้านการค้าที่ยังคงดำเนินอยู่ เวียดนามได้กลายเป็นจุดหมายปลายทางสำหรับบริษัทข้ามชาติที่ต้องการลดความเสี่ยงในภาคการผลิตระดับล่าง (low-end manufacturing)
ผู้ส่งออกเวียดนามยังคงรักษาฐานที่มั่นในอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้น โดยเฉพาะ สิ่งทอและการประกอบชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ อย่างไรก็ตาม ความต้องการของผู้ซื้อในต่างประเทศเริ่มเปลี่ยนแปลงจากสินค้าดั้งเดิมไปสู่ อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องจักร และอุปกรณ์ต่างๆ นอกจากนี้ สินค้า อาหาร กีฬา และอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับกิจกรรมกลางแจ้ง รวมถึงเครื่องใช้ในบ้าน กำลังได้รับความนิยมในหมู่ผู้ซื้อทั่วโลก
แม้ว่าการเติบโตจะโดดเด่น แต่ผู้ส่งออกเวียดนามยังคงเผชิญความท้าทาย เช่น การพึ่งพาด้านเทคนิค ปัญหาการปฏิบัติตามมาตรฐาน และความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดใหญ่ โดยเฉพาะในรูปแบบการผลิตที่เน้น “การแปรรูปกึ่งสำเร็จ” ซึ่งแม้ช่วยให้เข้าถึงตลาดได้ง่ายขึ้น แต่ก็จำกัดศักยภาพในการพัฒนาไปสู่ห่วงโซ่มูลค่าระดับสูงและขัดขวางความเป็นอิสระทางเทคโนโลยี
นอกจากนี้ มาตรฐานสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้นจาก EU และสหรัฐฯ ทำให้ผู้ส่งออกเวียดนามต้องเผชิญแรงกดดันเพิ่มขึ้น ขณะที่บางบริษัทเริ่มลงทุนในระบบอัตโนมัติ แต่ยังต้องเร่งปรับตัวให้เร็วขึ้นเพื่อให้เป็นไปตามข้อกำหนดใหม่
ปัจจุบัน สหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกหลักของเวียดนาม โดยคิดเป็น 30% ของยอดส่งออกทั้งหมด ซึ่งทำให้เศรษฐกิจของเวียดนามมีความอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงนโยบายและสภาวะเศรษฐกิจของสหรัฐฯ เลาแนะนำให้ผู้ส่งออกเสริมสร้างความร่วมมือเพื่อพัฒนาเทคโนโลยี ขยายตลาดเพื่อลดการพึ่งพาสหรัฐฯ และเร่งการปฏิบัติตามมาตรฐานความยั่งยืนเพื่อให้แข่งขันได้ในระดับสากล ซึ่งหากเวียดนามสามารถดำเนินกลยุทธ์เหล่านี้ได้สำเร็จ จะทำให้มีศักยภาพที่จะพัฒนาจากการเป็นเพียง “ฐานการผลิต” ไปเป็น “ศูนย์กลางห่วงโซ่คุณค่า”
นอกจากนี้ กลยุทธ์การตลาด Online-to-Offline (O2O) ควรถูกนำมาใช้เพื่อสร้างความสอดคล้องในการสื่อสารแบรนด์ผ่านช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ เช่น งานแสดงสินค้าระหว่างประเทศ โดยเลาเน้นถึงความสำคัญของการลงทุนด้านการฝึกอบรมและเทคโนโลยี เพื่อช่วยให้ทีมงานสามารถบริหาร O2O ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ผลสำรวจโดย Global Sources พบว่าคำสั่งซื้อสินค้าจากเวียดนามโดยผู้ซื้อจากต่างประเทศเพิ่มขึ้นในช่วงเดือน ม.ค.-มี.ค. โดยมีการเติบโตสูงสุด 60% จากเอเชีย 39% จากละตินอเมริกา และ 22% จากยุโรปตะวันออก สะท้อนถึงความสนใจระดับโลกที่เพิ่มขึ้นต่อสินค้าจากเวียดนาม
งาน Global Sourcing Fair Vietnam ซึ่งจัดโดย Global Sources และ VINEXAD มีผู้เข้าร่วมกว่า 400 รายจากเวียดนามและเอเชีย นำเสนอสินค้าพร้อมส่งออกกว่า 30,000 รายการ และได้รับความสนใจจาก 10,000 ผู้ซื้อและตัวแทนจัดหาสินค้า จากตลาดหลักทั่วโลก
(1 = 33.68)
ที่มา: Vietnam News