เลิกใช้เงินสด ชี้ธุรกรรมดิจิทัลตรวจสอบง่ายกว่า รมว.ยุติธรรมฝรั่งเศสเสนอเลิกใช้เงินสด หันไปใช้เงินดิจิทัล หวังสกัดธุรกรรมผิดกฎหมายเพราะตรวจสอบง่ายกว่า
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมฝรั่งเศส เฌราลด์ ดาร์มาแนง เสนอให้ยกเลิกการใช้เงินสด โดยให้เหตุผลว่าการชำระเงินแบบดิจิทัล รวมถึง คริปโตเคอร์เรนซี สามารถตรวจสอบได้ง่ายกว่าเงินสด ซึ่งจะช่วยเจ้าหน้าที่ปราบปรามอาชญากรรมทางการเงิน รวมถึงการค้ายาเสพติดได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ในการแถลงต่อคณะกรรมาธิการวุฒิสภา ดาร์มาแนง ระบุว่า “อาชญากรรมรายวันและเครือข่ายอาชญากรรมจำนวนมากพึ่งพาเงินสด” พร้อมย้ำว่า “การเลิกใช้เงินสดจะช่วยขัดขวางการจัดตั้งแหล่งค้ายาเสพติด” แม้เขายอมรับว่ามาตรการนี้จะไม่สามารถกำจัดการค้ายาเสพติดได้ทั้งหมด แต่จะทำให้ทั้งผู้ซื้อและผู้ขายหลีกเลี่ยงการตรวจสอบทางการเงินได้ยากขึ้น
ดาร์มาแนง ยังยอมรับว่า กลุ่มอาชญากรอาจหันไปใช้คริปโตแทนเงินสด แต่เขามองว่านี่เป็นข้อดีเนื่องจาก “คริปโตมักตรวจสอบได้ง่ายกว่า” ผ่านระบบบล็อกเชนและกฎระเบียบใหม่ของสหภาพยุโรป ซึ่งกำหนดให้ผู้ให้บริการสินทรัพย์ดิจิทัลต้องรวบรวมและแบ่งปันข้อมูลผู้ส่งและผู้รับกับหน่วยงานภาษี
อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอนี้อาจเผชิญแรงต้านจากประชาชนฝรั่งเศสที่ยังมองว่าเงินสดเป็นเครื่องมือสำคัญในการรักษาความเป็นส่วนตัวและการบริหารเงิน จากผลสำรวจของ Banque de France ในปี 2024 พบว่าแม้การชำระเงินด้วยบัตรจะเป็นวิธีหลัก (62%) แต่ 60% ของผู้ตอบแบบสอบถามยังคงเห็นว่าเงินสดมีความสำคัญหรือสำคัญมาก โดยให้เหตุผลเรื่อง ความเป็นนิรนาม (40%) การชำระเงินทันที (37%) และการควบคุมค่าใช้จ่ายที่ดีขึ้น (31%)
นักวิจารณ์เตือนว่าการแบนเงินสดอาจเพิ่มความกังวลเกี่ยวกับการตรวจสอบทางการเงินและการละเมิดเสรีภาพส่วนบุคคล ซึ่งดาร์มาแนง รับทราบถึงข้อกังวลนี้แต่ยืนยันว่า การหมุนเวียนเงินสดที่ผิดกฎหมายเป็นความเสี่ยงเชิงระบบที่ใหญ่กว่า
ปัจจุบัน ฝรั่งเศสและสหภาพยุโรปได้เพิ่มความเข้มงวดในการควบคุมการใช้เงินสด โดยในฝรั่งเศส การชำระเงินสดที่เกิน 1,000 ยูโร (36,960 บาท) ให้กับนิติบุคคลถือเป็นสิ่งผิดกฎหมาย และมีโทษปรับสูงสุด 5% ยกเว้นกรณีที่บุคคลไม่มีบัญชีธนาคาร ส่วนการทำธุรกรรมระหว่างบุคคลทั่วไปถูกจำกัดอยู่ที่ 1,500 ยูโร (55,440 บาท) เว้นแต่จะมีการลงนามในสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษร
ในระดับสหภาพยุโรป รัฐสภายุโรปได้ผ่านกฎหมายกำหนดเพดานการใช้เงินสดที่ 10,000 ยูโร (369,590 บาท) ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในปี 2027 โดยมีเป้าหมายเพื่อปิดช่องโหว่ที่เปิดทางให้กลุ่มอาชญากรเคลื่อนย้ายเงินจำนวนมากโดยไม่เปิดเผยตัวตน
(1 ยูโร = 36.96 บาท)
ที่มา: อาร์ที