ส่องกลยุทธ์เกมรุกของ ททท. ปารีส เจาะกลุ่ม Wellness, Luxury Traveler และ Soft power ดันรายได้จากฝรั่งเศสพุ่ง แตะ 50,000 ล้านบาทปีนี้
Value over Volume เกมรุกของ สำนักงาน ททท. ประจำกรุงปารีส ในตลาดฝรั่งเศส
ฝรั่งเศสยังคงเป็นหนึ่งในตลาดท่องเที่ยวคุณภาพของไทยที่ทรงพลังที่สุดในยุโรปตะวันตก มูลค่าทางเศรษฐกิจจากการเดินทางเข้ามาของนักท่องเที่ยวฝรั่งเศสในช่วงมกราคมถึงกันยายน 2568 สร้างรายได้สะพัดกว่า 35,000 ล้านบาท และมีแนวโน้มจะทะยานขึ้นแตะ 50,000 ล้านบาท ภายในสิ้นปีนี้ เพิ่มขึ้นกว่า 20% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
แม้ว่าการใช้จ่ายเฉลี่ยต่อทริปจะปรับตัวลดลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ระดับ 58,000 บาท แต่ก็ยังสะท้อนถึงศักยภาพกำลังซื้อที่แข็งแรง โดยเฉพาะในกลุ่มที่นิยมพักระยะยาว กลุ่ม Wellness และกลุ่มตลาดหรูหรา (Luxury Traveler) ซึ่งเป็นฐานที่มั่นสำคัญของไทย
นายสุริยะ สิทธิชัย ผู้อำนวยการสำนักงาน ททท. กรุงปารีส เปิดเผยกับเราว่า “สิ่งที่น่าสนใจคือพฤติกรรมใหม่หลังโควิดของนักท่องเที่ยวฝรั่งเศสที่ชัดเจนขึ้นทุกวัน พวกเขาเดินทางสั้นลงแต่บ่อยขึ้น นิยมจองผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์และ OTA มากกว่าที่เคย ขณะเดียวกัน Social Media โดยเฉพาะ TikTok และ Instagram กำลังกลายเป็นแรงบันดาลใจอันดับต้นในการเลือกจุดหมาย”
“คนรุ่นใหม่ Gen Z แทบไม่เปิดเว็บไซต์ข้อมูลท่องเที่ยวแบบเดิมอีกต่อไป แต่ติดตามอินฟลูเอนเซอร์ที่ถ่ายทอดประสบการณ์ตรงผ่านวิดีโอสั้น ส่วนกลุ่มครอบครัวมุ่งเน้นกิจกรรมที่ตอบโจทย์เด็กและความปลอดภัย ขณะที่กลุ่ม Silver Age เน้นการพักผ่อนระยะยาว การดูแลสุขภาพ และบริการด้าน Wellness ที่ครบวงจร แนวโน้มที่เชื่อมทุกเจเนอเรชันเข้าด้วยกันคือความใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม นักท่องเที่ยวฝรั่งเศสยินดีจ่ายเพิ่มหากโรงแรมหรือบริการท่องเที่ยวมีการใส่ใจด้านความยั่งยืนและชุมชนท้องถิ่น”
เมื่อถามถึงการเปรียบเทียบกับคู่แข่งในภูมิภาค นายสุริยะกล่าวว่า “เมื่อต้องเลือกจุดหมายปลายทางในเอเชีย ไทยยังคงเป็น Long Haul Destination ที่อยู่ในใจเสมอ“
ข้อมูลล่าสุดจัดให้ประเทศไทยอยู่อันดับ 3 ของปลายทางระยะไกลที่คนฝรั่งเศสนิยม รองจากสาธารณรัฐโดมินิกันและเม็กซิโก จุดแข็งของไทยคือ Hospitality ที่ไม่อาจลอกเลียนได้ ‘รอยยิ้มแบบไทย’ และความเป็นมิตรคือเหตุผลหลักที่ทำให้ผู้เดินทางตกหลุมรัก นอกจากนี้ยังมีความหลากหลายของแหล่งท่องเที่ยว ตั้งแต่ทะเล ภูเขา เมืองใหญ่ไปจนถึงเมืองรองที่สร้างแรงจูงใจให้เดินทางซ้ำ
อย่างไรก็ตาม เวียดนามกำลังขึ้นมาแรง โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มาเป็นครั้งแรกและผู้สนใจวัฒนธรรมอินโดจีน บาหลีมีเสน่ห์ทางภาพลักษณ์แต่ยังจำกัดฤดูกาลและเผชิญอุปสรรคเรื่องภาษา ศรีลังกายังเสียเปรียบเพราะปัญหาการเมือง ขณะที่มาเลเซียยังไม่โดดเด่นมากนัก
ปัญหาที่ทำให้ฝรั่งเศสบางส่วนลังเลในการมาไทยคือเรื่องมลพิษทางอากาศ ความปลอดภัย ข่าวการเมือง และราคาตั๋วเครื่องบิน ซึ่งสะท้อนว่าจุดแข็งของไทยยังมี แต่การสื่อสารเชิงบวกและการสร้างภาพลักษณ์ใหม่คือสิ่งที่ต้องเร่งทำ”
ในด้านการตลาดและการสื่อสาร นายสุริยะ สิทธิชัย ผู้อำนวยการสำนักงาน ททท. ปารีส อธิบายว่า Social Media, OTA, Travel Agent และ Influencer คือสี่เสาหลักที่ขับเคลื่อนการตัดสินใจ คนรุ่นใหม่เชื่อมั่นอินฟลูเอนเซอร์สายท่องเที่ยวฝรั่งเศสที่เล่าเรื่องราวเมืองไทยมากขึ้นทุกปี ไม่ว่าจะเป็นบล็อกเกอร์คู่รักที่มาเยือนไทยทุกฤดูร้อนหรือ YouTuber ที่ทำคอนเทนต์อาหารริมทางอย่าง “Thai Street Food in Bangkok”
ขณะที่กลุ่ม Silver Age ยังพึ่งพา Travel Agent เพราะต้องการความมั่นใจและการบริการครบวงจร กรณีศึกษาที่สะท้อนภาพนี้ได้ชัดเจนคือ Roadshow “Thailand Luxury Showcase” ที่ปารีสเมื่อต้นปี 2568 ซึ่งใช้อินฟลูเอนเซอร์สายอาหารและ Wellness ช่วยโปรโมต ผลที่ตามมาคือยอดจองโรงแรมหรูในภูเก็ตเพิ่มขึ้นถึง 12% ภายในสามเดือน
เขายังกล่าวถึงโอกาสในเชิง Soft Power ว่า “กระแส Mega Events และ Soft Power คืออีกโอกาสใหญ่ หลังโอลิมปิกปารีส 2024 มีการสำรวจพบว่าคนฝรั่งเศสจำนวนมากเกิดความรู้สึก “อยากออกไปไกลกว่าเดิม” Demand สำหรับ Long Haul Trips เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะเอเชีย และหากไทยสามารถเชื่อม Soft Power เข้ากับวัฒนธรรมฝรั่งเศสได้ ความดึงดูดจะยิ่งทวีคูณ ตัวอย่างที่เห็นผลจริงคือเทศกาลอาหารไทย–ฝรั่งเศสที่เมืองลียง ซึ่งดึงดูดผู้เข้าร่วมกว่า 30,000 คน และผลสำรวจในงานพบว่าเกือบ 20% ของผู้ร่วมงานมีแผนจะเดินทางมาไทยภายในปีถัดมา การเชื่อมโยงศิลปะ อาหาร และดนตรีของทั้งสองประเทศจึงไม่ใช่เพียงกิจกรรมวัฒนธรรม แต่เป็นเครื่องมือสร้าง Demand ทางตรง”
สำหรับระบบการบินและการเดินทาง เขาย้ำว่า “เส้นเลือดใหญ่ที่ขับเคลื่อนตลาดคือสายการบิน การบินไทยและ Air France ยังคงเป็นเสาหลักของเส้นทาง Paris–Bangkok รวมกันกว่า 14 เที่ยวต่อสัปดาห์ และ Air France กำลังเสริมด้วยเส้นทาง Paris–Phuket อีก 3 เที่ยวต่อสัปดาห์ในเดือนพฤศจิกายน 2568
แม้จำนวนนี้จะช่วยเพิ่มศักยภาพ แต่ก็ยังไม่เพียงพอต่อ Demand ที่ขยายตัว โดยเฉพาะจากโซน Lyon และ Nice ที่มีกำลังซื้อมากและนิยมท่องเที่ยวระยะไกล นักท่องเที่ยวฝรั่งเศสมักเลือกใช้ Hub อย่าง Doha, Dubai และ Singapore แต่ประเทศไทยกำลังผลักดันโครงการ ‘Bangkok Stopover’ เพื่อเปลี่ยนการต่อเครื่องธรรมดาให้กลายเป็นประสบการณ์ย่อม ๆ ของเมืองหลวงและสร้างแรงบันดาลใจให้กลับมาเที่ยวซ้ำ”
นายสุริยะ ยังเสริมถึงตลาดเฉพาะกลุ่มว่า Wellness Tourism คือ Healing Is A New Luxury อาวุธลับที่ทำให้ไทยยังคงเหนือกว่าคู่แข่ง คนฝรั่งเศสพร้อมจ่ายเพื่อเข้ารับบริการ Detox โปรแกรมตรวจสุขภาพ และสปาที่ผูกพันกับวิถีชีวิตเอเชีย หลายคนมองว่าการมาพักผ่อนในไทยคือการฟื้นฟูสุขภาพอย่างแท้จริง
สำหรับกลุ่ม Luxury Traveler เม็ดเงินที่ใช้จ่ายในไทยเริ่มขยับขึ้นมาอยู่ระดับเดียวกับมัลดีฟส์หรือดูไบ แต่ข้อได้เปรียบของไทยคือความหลากหลายที่สามารถขายได้ทั้งพูลวิลล่าหรูริมทะเลและประสบการณ์ท้องถิ่นในทริปเดียว
LGBTQ+ และ Silver Age ก็เป็นตลาดที่มีเม็ดเงินเติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะผู้เกษียณจากฝรั่งเศสที่เลือกไทยเป็น Long Stay Destination เพราะค่าครองชีพเหมาะสมและระบบบริการสุขภาพมีมาตรฐาน โครงการ “Thailand Silver Paradise” ที่พัทยาซึ่งจับตลาดเกษียณฝรั่งเศสโดยตรงได้ทำให้กว่า 200 ครอบครัวเลือกมาพำนักระยะยาวในปี 2567–2568
ในประเด็นความร่วมมือและการลงทุน นายสุริยะเน้นว่า “ฝรั่งเศสไม่ได้ต้องการแค่ส่งนักท่องเที่ยวมาไทย แต่กำลังมองหาการเป็นพาร์ตเนอร์เชิงโครงการ ทั้ง Green Travel, Sustainable Hotel, Gastronomy Exchange และการศึกษาในสาขา Hospitality นโยบาย Green Travel ของฝรั่งเศสที่เข้มข้นจึงเป็นจุดร่วมที่ไทยสามารถต่อยอด เช่น โครงการลดคาร์บอนในโรงแรมและสายการบิน หรือการจัดเทศกาลอาหารไทยในฝรั่งเศสร่วมกับเชฟระดับมิชลินของฝรั่งเศส สิ่งเหล่านี้ไม่เพียงสร้างรายได้จากการท่องเที่ยว แต่ยังสร้างภาพลักษณ์ประเทศและสายสัมพันธ์เชิงเศรษฐกิจวัฒนธรรมที่ยั่งยืน”
บทสัมภาษณ์ครั้งนี้ไม่เพียงสะท้อนกลยุทธ์เชิงตลาด แต่ยังยืนยันว่า สิ่งที่สำนักงาน ททท. กรุงปารีสกำลังดำเนินการทั้งหมด เป็นไปตาม นโยบายของผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ที่มุ่งเน้นการขับเคลื่อน “Value over Volume” ใช้ Soft Power ไทยสร้างความแตกต่าง และเชื่อมต่อโอกาสทางเศรษฐกิจการท่องเที่ยวกับพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ในยุโรป
การเดินหมากตามแนวทางนี้คือสิ่งที่ทำให้ฝรั่งเศสไม่เพียงเป็นตลาดหนึ่งในยุโรป แต่จะกลายเป็นประตูทองที่เชื่อมโยงยุโรปตะวันตกกับเอเชียผ่านประสบการณ์แบบไทยแท้ และนี่คือโอกาสที่ประเทศไทยต้องคว้าไว้ในช่วงเวลาที่โลกกำลังเปลี่ยนทิศทางการเดินทางอีกครั้ง
บทความโดย
ผศ.ดร.ธีรศานต์ สหัสสพาศน์
ผู้อำนวยการหลักสูตร DNA by SPU
และอาจารย์ประจำคณะบริหารธุรกิจ ม.ศรีปทุม
#TheStructure
#TheStructureEssay
#ททท #amazingthailand #เที่ยวทั่วไทย