ปิดจุดอ่อนแผนซื้อหนี้ทักษิณ ‘อรรถวิชช์’ ชี้เคยมีออก พรก. เพื่อซื้อหนี้ในสมัยรัฐบาล ‘ทักษิณ’ แต่ถ้าจะทำอีกในตอนนี้ ก็เสี่ยงถูกฟ้องศาลรัฐธรรมนูญ
อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ประธานคณะที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ด้านยุทธศาสตร์ จากพรรครวมไทยสร้างชาติ โพสต์คลิปวีดีโอ กล่าวถึงแนวคิดในการซื้อหนี้ของประชาชนออกจากระบบธนาคารของทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่า “ผมว่าได้นะ แล้วจริง ๆ มันเคยเกิดขึ้นแล้ว นี่เป็นวัตถุโบราณชิ้นหนึ่งในยุคสมัยคุณทักษิณ”
โดยแนวคิดนี้ได้รับการถอดบบมาจาก “บรรษัทบริหารสินทรัพย์สถาบันการเงิน (บสท.)” ออกตาม พระราชกำหนด (พรก.) โดยรัฐบาล และมีการกำหนดอายุเอาไว้ 12 ปี เพื่อการแก้ไขปัญหาหนี้เสีย (NPL) ที่เกิดขึ้นในวิกฤติต้มยำกุ้ง (วิกฤตการณ์การเงินในเอเชีย พ.ศ. 2540) และประเทศไทยอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ IMF (กองทุนการเงินระหว่างประเทศ)
ซึ่งหลังจากที่ตนเองจบมาจากสหรัฐ (ปริญญาโท นิติศาสตรมหาบัณฑิต สาขากฎหมายการเงินการธนาคาร มหาวิทยาลัยบอสตัน) ตนเองก็มาทำงานที่นี่ บรรษัทบริหารสินทรัพย์สถาบันการเงิน เป็นที่แรก และในเวลานั้นทุกธนาคารถูกบังคับให้โอนหนี้สินมาให้กับ บสท. เพื่อให้ บสท. ดำเนินการแก้ไขปัญหาหนี้สิน
อย่างไรก็ดี อรรถวิชช์กล่าวว่า สถานการณ์ในเวลานั้น กับเวลานี้นั้นมีความแตกต่างกัน เนื่องจากในเวลานั้นลูกหนี้ส่วนใหญ่นั้นเป็นลูกหนี้รายใหญ่ ส่วนลูกหนี้รายย่อยนั้น มีหลายรายที่ไม่สามารถดำเนินการแก้ปัญหาหนี้สินได้จนครบกำหนดเวลา
ซึ่งในเวลานั้นมีการแก้ไขปัญหาดังกล่าวด้วยการโอนย้ายหนี้สินไปที่ บสส. (บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด: SAM) และ บบส. กรุงเทพพาณิชย์ (บริษัท บริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน): BAM)
และการจะทำเช่นนี้ให้ได้ ก็จะต้องมีการออกมาเป็น พรก. ให้มีการจัดตั้งองค์กรณ์ในลักษณะเดียวกันกับ บสท. เพื่อการซื้อหนี้เข้ามาบริหาร โดยอ้างสถานการณ์ฉุกเฉิน จำเป็น เร่งด่วน ซึ่งในเวลานี้ประเทศไทยไม่ได้อยู่ภายใต้ IMF อีกทั้งอัตราการขยายตัวของ GDP นั้นอยู่ที่ 3% อยู่ในแดนบวก ถ้าหากทำเช่นนี้ ก็อาจจะถูกฟ้องร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ
นอกจากนี้ ถ้าหากมีการออกเป็น พรบ. ก็จะต้องมีการกำหนดระยะเวลา ซึ่งการทำเช่นนี้ จะทำให้เกิดการหลีกเลี่ยงการชำระหนี้ สร้างแรงกระแทกสูง สร้าง Moral Hazard (ความเสี่ยงทางศีลธรรม) ให้เกิดขึ้น
อรรถวิชช์ เสนอว่าควรจะใช้โมเดลคล้าย ๆ บสท. แต่ให้ SAM และ BAM เป็นผู้ดำเนินการ และออกมาตรการจูงใจให้ SAM, BAM และธนาคารพาณิชย์เข้ามามีส่วนร่วม ด้วยการออกมาตรการให้ผลประโยชน์ทางภาษีในการตัดหนี้สูญ ซึ่งการทำเช่นนี้จะทำให้ธนาคารยินยอมที่จะทำตาม หรืออาจจะมีการเจรจาโดยมีสมาคมธนาคารเป็นตัวกลาง โดยไม่ต้องมีการออกกฎหมายบังคับ
อรรถวิชช์เห็นว่าการซื้อหนี้นั้น ถือเป็นเรื่องที่ดี แต่ควรจะต้องทำ 2 เรื่องควบคู่กันไป คือการปฏิรูปเครดิตบูโร และการออกกฎหมายฟื้นฟูธุรกิจรายย่อยที่มีขนาดน้อยกว่า 50 ล้านบาท ซึ่งกฎหมายทั้ง 2 นี้เป็นสิ่งที่ตนเองกำลังผลักดันอยู่
โดยเรื่องการปฏิรูปเครดิตบูโรนั้น ตนเองเป็นผู้เขียนเอง ร่วมกับพรรครวมไทยสร้างชาติ และสภาองค์กรของผู้บริโภค “อยากให้ผ่าน ถ้าผ่านกฎหมายฉบับนี้ ผมเชื่อเลยว่าคนเกิดใหม่เยอะ เพราะมันควรจะเปลี่ยนวิธีคิดใหม่ได้แล้ว”
โดยอาจจะใช้วิธีการให้คะแนนแบบต่างประเทศ โดยธนาคารจะพิจารณาว่าลูกค้ามีคะแนนสูงหรือไม่ ถ้ามีคะแนนสูง ก็จะให้ดอกเบี้ยต่ำ ซึ่งแตกต่างจากของธนาคารไทยในปัจจุบันที่พิจารณาจากประวัติทางการเงินย้อนหลัง 3 ปี ถ้าพบรอยด่างแม้เพียงนิดเดียวก็ไม่พิจารณาให้สินเชื่อแล้ว
“มันเป็นหลักการแข่งขันธนาคาร แต่บ้านเรามันไม่ได้แข่ง ธนาคารแข่งขันกันแค่ แถมร่ม กับแถมปฏิทิน จะไปเที่ยวสะสมไมล์ สะสมยอด มันไม่ได้แข่งกับเรื่องอัตราดอกเบี้ย เห็นมั้ย 2 ปี 3 ปี ถ้าหากการที่คนอื่นลงกำไร ธนาคารกำไรรวดเลย สูงสุดทำลายสถิติทุกรอบ ฉะนั้นผมคิดว่ามันถึงเวลาแล้ว กฎหมายปฏิรูปเครดิตบูโรต้องทำ” อรรถวิชช์กล่าว
อรรถวิชช์กล่าวทิ้งท้ายว่า ถ้าจะมีการออกนโยบายซื้อหนี้ ก็ควรจะทำกฎหมายทั้ง 2 ตัวที่ตนเองกำลังเสนอนี้ด้วย ซึ่งตนเองเห็นว่าการจะทำเช่นนี้นั้น จะเกิดความคุ้มค่า
ที่มา: https://www.facebook.com/atavit.s/videos/1382439006272368?locale=th_TH