วิกฤติแบบไทยๆ จิตอาสาเต็มพื้นที่-แต่ศูนย์กลางว่างเปล่า ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทย ต้องมี Command Center ที่ “เร็วกว่า” วิกฤติ ไม่ใช่ช้ากว่า “ดราม่า” บนโลกออนไลน์
บริหารวิกฤติ ด้วย Command Center หรือ Common Sense?
มีเรื่องหนึ่งที่เราไม่ควรต้องรอให้วิกฤติเกิดก่อนถึงจะเห็นความสำคัญ คือ ประเทศไทยควรต้องมีศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ที่ทำงานได้จริง ไม่ใช่ศูนย์ฯ ที่มีแต่ผู้สั่งแต่ไร้ผู้เชื่อม มีแต่ข้อมูลแต่ไร้ความหมาย เพราะในวิกฤติ ความช้าไม่เคยเป็นแค่ความล่าช้า แต่คือชีวิตของคนจริงๆ
เมื่อวาน ผมเจอข้อความหนึ่งที่อ่านแล้วสะเทือนใจมาก แม่คนหนึ่งโพสต์ว่า พ่อกับลูกติดอยู่ในอุโมงค์ ออกมาไม่ได้ ร้องขอให้ใครก็ได้ไปช่วย ก่อนจะมีคอมเมนต์บอกต่อว่า “ช่วยได้ แต่ต้องจ่าย 100,000 บาท” เสียงในหัวโพล่งขึ้นมาทันทีว่า ประเทศไทยเรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร? ไม่ใช่คำถามเรื่องน้ำท่วม แค่คำถามเรื่องระบบงานต่างๆ ที่ติดขัดไม่โฟลว์ที่กำลังจะท่วมเราแทน
วิกฤติแบบไทยๆ คือ จิตอาสาเต็มพื้นที่ แต่ศูนย์กลางว่างเปล่า ทุกวันนี้ คนไทยพร้อมช่วยกันเสมอ เรามีจิตอาสา เรามีคนทำเว็บแจ้งเตือนภัย เรามีคนสร้างแผนที่น้ำท่วมแบบเรียลไทม์ เรามีตำรวจ ทหาร มหาดไทย ปภ. อสม. อปท. เรามีหน่วยงานด้านข้อมูลทั้งจีสด้า กรมอุตุฯ และอีกนับไม่ถ้วน ทุกคนขยันทำส่วนของตัวเอง แต่ไม่มีใครทำส่วนกลางของประเทศ ผลลัพธ์ก็คือเกิดสิ่งที่ผมเรียกว่า ความพยายามที่ทับซ้อน แต่ความช่วยเหลือที่ขาดตอน
จิตอาสาอยากช่วย หน่วยงานอยากทำ ข้อมูลอยากไหล แต่ไม่มี “จุดศูนย์กลาง” มาเชื่อม ทำให้สุดท้าย ทุกฝ่ายพยายามทำดีแต่กลับเดินเหยียบเท้ากันเอง เหมือนทีมฟุตบอลรวมซูเปอร์สตาร์ที่ไม่มีโค้ช ทุกคนยิงเก่ง แต่ยิงคนละทิศ
เราถอดบทเรียนทุกปี แต่บทเรียนไม่เคยถูกหยิบขึ้นมาใช้ ทุกครั้งที่เกิดโศกนาฏกรรม อุทกภัย เราจะได้ยินประโยคเดิมๆ คือ อยากให้เหตุการณ์นี้ เกิดขึ้นเป็นครั้งสุดท้าย เราจะถอดบทเรียนไม่ให้เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นอีก พูดทุกทีที่เกิดปัญหา คำถามคือ บทเรียนครั้งก่อนๆ มันไปอยู่ไหนแล้ว? ใครคือคนถือมัน? ใครคือคนหยิบมันมาปัดฝุ่น? เพื่อดำเนินการ ณ เวลานี้ และใครคือคนแปลงมันเป็นขั้นตอนจริงในหน้างาน?
เราพูดเรื่อง Big Data มานาน พูดเรื่อง Data-driven governance มากขึ้น แต่ในเวลาที่ต้องใช้ Data จริง ประเทศกลับใช้ดราม่า มากกว่าดาต้า เพราะไม่มีศูนย์กลางที่ทำหน้าที่ ฟัง-เชื่อม-สั่ง-ซัพพอร์ต
วิกฤติน้ำท่วมหาดใหญ่ตอนนี้ไม่ร้ายแรงเท่าวิกฤติการประสานงานที่เกิดขึ้นหน้างานตอนนี้ ในวันนี้ข้อมูลแรกสุด ไม่ได้มาจากศูนย์บัญชาการ แต่มาจากประชาชนที่ติดค้างในพื้นที่ที่โพสต์ผ่านโซเชียลมีเดีย Facebook, X, TikTok, IG, Line OA, หรือแม้กระทั่งกลุ่ม facebook จังหวัด ที่แชร์ภาพน้ำทะลักเข้าบ้านแบบเรียลไทม์ ซึ่งนี่ ไม่ใช่ภาระ แต่คือ ทรัพยากรด้านข้อมูล ต้นทางของเหตุ ที่ภาครัฐต้องรู้จัก “ดึง–ประสาน–แปลง” ให้กลายเป็น ระบบแจ้งเตือนแบบมีพิกัด (Geo-alert) ไม่ใช่แค่ไปช่วยคนที่โพสต์ดัง คนแชร์เยอะ แล้วจบ แต่ต้องช่วยทุกคน นำข้อมูลมาสั่งการได้จริง
ดังนั้น ภาครัฐควรเชิญแพลตฟอร์ม Meta, TikTok, Line, Google เข้ามาเป็นมือเป็นไม้ ของระบบกู้ภัย ไม่ใช่เพียงช่องทางบอกเล่าความเดือดร้อน แต่เป็น เครื่องมือวางแผนช่วยชีวิต เพราะข้อมูลที่ประชาชนส่งขึ้นโซเชียลคือ radar ชั้นดีของสถานการณ์จริงที่เกิดขึ้น นาทีต่อนาทีไม่ใช่ชั่วโมงต่อชั่วโมงแบบเดิม
อีกหนึ่งทรัพยากรที่รัฐยังใช้ไม่เต็มศักยภาพ คือเครื่องมือดักจับสัญญาณโทรศัพท์ที่ กสทช. เคยใช้ตามล่ากลุ่มสแกมเมอร์ได้อย่างแม่นยำ แล้วเหตุใดเราจะไม่ใช้เทคโนโลยีเดียวกัน จับสัญญาณชีวิตแทนการจับสัญญาณโจร”?
หากเราสามารถระบุพิกัดโทรศัพท์ของคนที่ตกค้างในตึก ในรถ ในใต้ถุน ในพื้นที่อับสัญญาณได้แบบเรียลไทม์ นั่นคือการเปลี่ยนพื้นที่เสี่ยงให้กลายเป็นพื้นที่เห็นได้ในทันที รัฐจะไม่ต้องเดา เอกชนจะไม่ต้องจินตนาการ ทีมกู้ภัยจะไม่ต้องวิ่งแกะรอย เราต้องยอมรับว่า ภาครัฐไม่มีวันเร็วเท่าเอกชน ถ้าเช่นนั้น ดึงเอกชนเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของระบบประเทศเสียตั้งแต่วันนี้ เพราะวิกฤติไม่รอให้ใครพร้อม โดยที่ต้องดึงความเชี่ยวชาญที่ถูกต้องมาร่วมกันทำงานเท่านั้นเอง
ตอนนี้เหตุการณ์จริงที่กำลังเกิด คือ เรือที่จะวิ่งเข้าไปช่วยคน แต่ติดรถที่จอดจมน้ำ หลายพื้นที่น้ำสูงจนต้องใช้เรือ แต่เรือวิ่งไม่ได้ เรือพังเพราะไปติด รถที่จอดตายกลางถนนที่จมน้ำ จนกลายเป็นว่า เรือไปช่วยคนไม่ได้ แต่ต้องส่งอีกทีมไปช่วยเรืออีก
ทำให้เห็นว่าเราขาดระบบ ไม่มีใครบอกว่า “เส้นทางไหนคือเส้นทางหลักของการกู้ภัย” ไม่มีทีมเคลียร์เส้นทาง ไม่มีแผนที่น้ำแบบสั่งการ ไม่มีจุดลำเลียงอาหาร เจลแพทย์ จุดพักพิง ที่อัปเดทตลอดเวลา และข้อมูลเชื่อมโยงกัน นี่ไม่ได้เรียกว่าระบบล่ม แต่คือไม่มีระบบตั้งแต่แรก
ประเทศที่รับมือวิกฤติได้ดี ไม่ใช่ประเทศที่มีอุปกรณ์แพงที่สุด แต่เป็นประเทศที่มี “ระบบรวมศูนย์สั่งการ” ที่ทำงานจริงที่สุด มันต้องมีมากกว่า “โต๊ะประชุม” มันต้องเป็นพื้นที่ที่ข้อมูล จากอากาศ พื้นดิน ผิวน้ำ และใจคน ไหลเข้าไปอยู่จุดเดียว ทุกหน่วยงานต้องฟังเสียงเดียวกัน ทำแผนเดียวกัน วิ่ง ทิศเดียวกัน
ในวิกฤติประชาชนไม่ได้ต้องการหลากหลายภาวะผู้นำ แต่มันต้องการหนึ่งภาวะนำที่ชัดเจน หลายคนในโซเชี่ยลเริ่มโพสต์ว่า “ถึงเวลาที่ประชาชนต้องช่วยกันเองแล้ว”
ใช่ครับ ในภาวะวิกฤติ คนไทยยื่นมือให้กันเสมอ แต่เราต้องไม่ปล่อยให้ความช่วยกันเอง กลายเป็นข้ออ้างว่า ภาครัฐไม่ต้องช่วยเต็มที่ก็ได้ ประชาชนช่วยกันตอนนี้ ส่วนคนผิด ค่อยไปเคลียกันทีหลัง เพราะนาทีนี้ สิ่งสำคัญที่สุดคือ ดึงทุกชีวิตออกมาจากน้ำ ไม่ใช่ดึงทุกฝ่ายลงไปทะเลาะกันในน้ำ
เราต้องเข้าใจให้ถูกว่า เมื่อเกิดสถานการณ์วิกฤตประเทศไม่ควรต้องพึ่งฮีโร่รายบุคคล แต่ควรพึ่งระบบที่ทำงานได้จริง ประเทศไม่ควรต้องพึ่งความเสียสละของประชาชน มากกว่าความพร้อมของรัฐ เพราะในวิกฤติ สิ่งที่เราทุกคนต้องการไม่ใช่แค่การช่วยเหลือ แต่คือ ความเชื่อถือ และความเชื่อถือเกิดขึ้นจาก ความพร้อม ไม่ใช่ความหวัง
วันนี้ ประชาชนไม่ได้ต้องการคำปลอบใจ ประชาชนไม่ได้ต้องการคำขอโทษ ประชาชนไม่ได้ต้องการคำสัญญาว่าจะถอดบทเรียนอีกครั้ง ประชาชนต้องการ Action ที่สั่งการจริง ทำงานจริง เชื่อมข้อมูลจริง เพื่อปกป้องชีวิตจริงๆ ของคนไทยในทุกตารางเมตรของประเทศนี้
เพราะในวิกฤติ ทุกวินาทีที่ช้า คือหนึ่งชีวิตที่อาจสายเกินไป และถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทย ต้องมี Command Center ที่ “เร็วกว่า” วิกฤติ ไม่ใช่ช้ากว่า “ดราม่า” บนโลกออนไลน์
บทความโดย
ผศ.ดร.ธีรศานต์ สหัสสพาศน์
ผู้อำนวยการหลักสูตร DNA by SPU
และอาจารย์ประจำคณะบริหารธุรกิจ ม.ศรีปทุม
#TheStructure
#TheStructureEssay
#CrisisManagement #ThailandCommandCenter #น้ำท่วมหาดใหญ่