Articlesบทความนักเขียนภาษีจากวอชิงตัน สู่ผลกระทบที่ตลาดสด เมื่อเศรษฐศาสตร์จุลภาค ถูกลืมบนโต๊ะเจรจามหภาค

ภาษีจากวอชิงตัน สู่ผลกระทบที่ตลาดสด เมื่อเศรษฐศาสตร์จุลภาค ถูกลืมบนโต๊ะเจรจามหภาค

“คุณจะไม่มีทางผิดหวังกับสหรัฐอเมริกา”
คำพูดนี้ถูกกล่าวโดยชายผู้เขียนจดหมายสองหน้า แต่สามารถเขย่าเศรษฐกิจจานข้าวของคนไทยหลายสิบล้านคนได้ทั้งประเทศ

 

ในโลกของการทูตเศรษฐกิจ ไม่มีคำว่า “ฟรี” หรือ “มิตรแท้” มีเพียงสิทธิในการต่อรอง และต้นทุนที่ประเทศเล็กต้องจ่ายเพื่อให้ได้สิทธิ์ในการพูด

 

ในวันที่สหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นประเทศที่ไม่เคยลังเลจะเป็นพระเจ้าในระบบเศรษฐกิจโลก ลงดาบภาษีสินค้าจากไทย 36% ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2025 สิ่งที่ตามมาไม่ใช่แค่ภาษี แต่มันคือการประกาศจุดยืน “ระหว่างเรากับเขา ใครกันแน่ที่ควรเป็นฝ่ายขอเจรจา”

 

เมื่อภาษี 36% ไม่ได้ตีเข้าที่ตัวเลข GDP แต่เข้าตรงกระเพาะของคนหาเช้ากินค่ำ

 

หลายคนอาจคิดว่า “ไม่เกี่ยวกับฉัน ฉันไม่ได้ส่งออกอะไรไปอเมริกา” แต่ในโลกที่ supply chain คือเครือข่ายเส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจ ไม่มีใครอยู่นอกระบบนี้ได้

 

เพราะเมื่อภาษีเพิ่ม ต้นทุนส่งออกพุ่ง
ผู้ประกอบการ “หั่น” กำลังผลิต
โรงงาน “หยุด” OT
ร้านย่อย “ลดคำสั่งซื้อ”
ลูกจ้าง “หลุดจากงานชั่วคราว”
และคนขับมอเตอร์ไซค์รับจ้าง…ไม่มีคนจ้างขับไปส่งข้าวเที่ยง

 

ทั้งหมดนี้ไม่ใช่ทฤษฎี แต่มันคือเศรษฐศาสตร์จุลภาคที่พังตั้งแต่ปลายนิ้วมือของผู้เซ็นชื่อใน จม. ฉบับนั้น

 

จากภาษีมหภาค สู่ผลลัพธ์ที่ซึมลึกลงไปในจุลภาค

 

“ภาษี 36% คือบทลงโทษเชิงโครงสร้าง แต่ผู้รับโทษคือคนที่ไม่มีโอกาสแม้แต่จะรู้ว่ามีโต๊ะเจรจาอยู่ที่ไหนในโลกนี้”

 

ลองนึกถึงผู้หญิงที่รับจ้างเย็บผ้าให้โรงงานในสมุทรสาคร ได้ค่าแรงวันละ 320 บาท โดยไม่รู้เลยว่าเสื้อผ้าที่เธอเย็บถูกส่งไปอเมริกา เธอรู้แค่ว่า “ออเดอร์หาย” โรงงานลดวันทำงานจาก 6 เหลือ 4 ไม่มีโอที ไม่มีเบี้ยขยัน

 

ผลกระทบเช่นนี้สะท้อน “Marginal Utility” ของเงินทุกบาทที่คนตัวเล็กใช้: จากข้าวแกงกล่องละ 35 บาท วันนี้ต้องใช้เป็นค่าเดินทางไปหางานใหม่ในอำเภอถัดไป

 

แม้ราคาข้าวเหนียวไม่ได้ขึ้นทันที แต่เมื่อราคาพลาสติก โลหะ เคมีภัณฑ์ขึ้น ระบบ domino ก็เริ่มทำงาน กระทบคนขับรถบรรทุก พนักงานแพ็คของ และแม่ค้าที่ตลาดนัด

 

 

ทำไมอเมริกาถึงลงดาบภาษีไทย?

 

ในทางเศรษฐศาสตร์การเมือง การขึ้นภาษีของสหรัฐฯ ต่อประเทศไทยในครั้งนี้ ไม่อาจแยกออกจากบริบทเชิงยุทธศาสตร์ที่ซับซ้อน ทั้งในมิติการค้า การทูต และภูมิรัฐศาสตร์

 

หนึ่งในเหตุผลสำคัญคือดุลการค้าระหว่างไทยกับสหรัฐที่มีความไม่สมดุลอย่างชัดเจน โดยสหรัฐ ฯ ขาดดุลกับไทยสูงกว่า 60,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งจัดอยู่ในลำดับต้น ๆ ของประเทศคู่ค้าที่สหรัฐต้องการ ‘รีบาลานซ์’  ความสัมพันธ์ทางการค้า การตั้งกำแพงภาษีจึงกลายเป็นเครื่องมือบีบให้ประเทศคู่ค้า “เปิดโต๊ะเจรจา” ด้วยเงื่อนไขใหม่ที่สหรัฐเป็นฝ่ายกำหนด

 

นอกจากนี้ ไทยยังไม่แสดงบทบาทชัดเจนในเวทีระหว่างประเทศ โดยเฉพาะในประเด็นสงครามรัสเซีย-ยูเครน ซึ่งเป็นสนามที่สหรัฐต้องการเสียงสนับสนุนในระดับองค์การสหประชาชาติ

 

แต่ไทยเลือกยืนอยู่ในจุดกึ่งกลางอย่างระมัดระวัง จุดยืนนี้แม้ดูเป็นกลางในเชิงนโยบาย แต่ในสายตาของคนจากวอชิงตัน มันสะท้อน “ความไม่แน่นอนในการเลือกข้าง”

 

ประเด็นที่สร้างความไม่พอใจที่สุด คือข้อกล่าวหาว่าไทยอาจมีบทบาทในห่วงโซ่อุปทานที่เอื้อให้สินค้าจีนเลี่ยงภาษีสหรัฐผ่านการ relabeling เป็น “Made in Thailand”

 

ซึ่งหากเป็นจริง ย่อมถูกตีความว่าไทยกำลังเป็นช่องทางให้จีนหลบเลี่ยงการคว่ำบาตรทางการค้า

 

นี่ไม่ใช่แค่เรื่องภาษี แต่เป็นการตั้งคำถามถึงจุดยืนเชิงยุทธศาสตร์

 

ขณะเดียวกัน ประเทศอื่นในภูมิภาคตะวันออกเฉียงใต้ เช่น เวียดนาม ใช้กลยุทธ์เชิงรุกด้วยการลดภาษีสินค้านำเข้าจากสหรัฐแบบ Zero Tariff เพื่อรักษาสัมพันธภาพทางการค้าและลดแรงกดดันด้านภาษี ในเชิงเศรษฐศาสตร์การเมือง นี่คือตัวอย่างของการ “ยอมแลกบางอย่างเพื่อรักษาสถานะบนโต๊ะเจรจา”

 

และล่าสุด สหรัฐประกาศอย่างเปิดเผยว่าจะพิจารณาขึ้นภาษีต่อประเทศที่เข้าข้างกลุ่ม BRICS ซึ่งเป็นพันธมิตรใหม่ที่จีนและรัสเซียสนับสนุน เพราะสหรัฐมองว่ากลุ่มนี้มีเป้าหมายเพื่อลดบทบาทของดอลลาร์สหรัฐในระบบเศรษฐกิจโลก

 

ในมุมมองของสหรัฐ การใช้ภาษีเป็นเครื่องมือกดดันจึงไม่ใช่เพียงกลยุทธ์ทางเศรษฐกิจ แต่คือการ “จัดระเบียบพันธมิตร” ใหม่ในโลกที่เต็มไปด้วยการแบ่งขั้วทางอำนาจทางการเงินและการเมือง

 

ประเทศที่จะโดนขึ้นภาษี เพราะอาจกำลังเป็นส่วนหนึ่งของผู้ที่พยายามลดบทบาทของดอลลาร์สหรัฐในเวทีโลก

 

ข้อเสนอเชิงนโยบาย : ถ้าไม่อยากให้นโยบายจากวอชิงตันมากำหนดมื้อเที่ยงของคนไทย

  1. ตั้งโต๊ะเอง ก่อนจะถูกเชิญออกจากห้อง

* ตั้งคณะเจรจาเชิงรุก (Offensive Trade Diplomacy Unit) ที่ไม่ใช่แค่รอคำเชิญจากมหาอำนาจ แต่ต้องเสนอเกมใหม่ของเราเอง พร้อมข้อมูล ความกล้า และของที่จะใช้ต่อรอง

* ใช้ Soft Power ที่ไทยมี เช่น ความร่วมมือด้านพลังงานสะอาด ตลาดดิจิทัล ไปสร้างดีลใหม่

  1. ป้องกันแรงกระแทก ด้วยนโยบายจุลภาคเฉพาะกิจ

* ตั้งกองทุนประกันแรงงานจุลภาค สำหรับภาค SME ที่ได้รับผลกระทบจากการค้าโลก

* ออกแบบประกันภัยแรงงานเฉพาะกิจ โดยเฉพาะในกลุ่มสิ่งทอ ชิ้นส่วนรถยนต์ และอิเล็กทรอนิกส์

  1. อัดมาตรการ Targeted Stimulus แบบเจาะจง ไม่ใช่หว่านแบบสาธารณะ

* เชื่อมโยงตลาดใหม่ในเอเชีย แอฟริกา หรือตลาดออนไลน์ด้วยแพลตฟอร์มรัฐ-เอกชน

* ทำ “Soft-FTA” ภายใน ให้ SME เข้าถึงผู้บริโภคได้ โดยไม่ติดทุนผูกขาด

  1. ปฏิรูปสิ่งที่ใช้ต่อรอง

 

* เปิดตลาดการเงินเขียว ดิจิทัล เทคโนโลยีพลังงานสะอาด เพื่อใช้เป็นเงื่อนไขเชิงยุทธศาสตร์

* ปรับกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุน เช่น ภาษีดิจิทัล และระบบใบอนุญาตซ้อนทับ

 

  1. ทำให้การค้ามีประชาธิปไตย

 

* จัดเวทีรับฟังผู้ประกอบการฐานรากให้เป็นระบบ ไม่ใช่เวทีถ่ายรูปลงข่าว

* ทำ Trade Impact Dashboard ที่สะท้อนผลกระทบของการค้าระหว่างประเทศต่อระดับจุลภาค

 

สรุป : รู้ว่าเสียเปรียบ ไม่ใช่ปัญหา แต่ไม่รู้ว่ากำลังถูกใช้เป็นหมาก นั่นแหละ…น่าเศร้า

 

ถ้าเรายังคิดว่าภาษี 36% เป็นแค่ปัญหาทางบัญชี เรากำลังหลอกตัวเอง

 

เพราะมันคือข้อความที่สหรัฐ ฯ ส่งมาให้รู้ว่า 
“This is not the best deal yet but it’s the one you get when you don’t play.”

 

คำถาม คือ ครั้งหน้าถ้าเรายังไม่รู้จะเอาอะไรไปต่อรอง
เขาอาจไม่เขียนจดหมายถึงเราอีกเลยก็ได้

 

ดร.ณพรรษธ์สรฌ์ เสมสันต์

นักวิชาการอิสระ

 

#TheStructure
#TheStructureEssay
#สงครามการค้า #สหรัฐ

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    เปิดใช้งานตลอด

    คุกกี้ที่มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้งานเว็บไซต์ได้อย่างเป็นปกติ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้เพื่อปรับเนื้อหาให้เข้ากับกลุ่มเป้าหมาย

    คุกกี้ประเภทนี้จะเก็บข้อมูลต่าง ๆ รวมทั้งข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับตัวคุณ เพื่อให้เราสามารถนำมาวิเคราะห์ และนำเสนอเนื้อหา ให้ตรงกับความเหมาะสมและความสนใจของคุณ

บันทึกการตั้งค่า