หากมีการยุบสภา ไทยจะหยุดชะงักไปอีก 6 เดือน ‘รศ.ดร.ปณิธาน’ ชี้ผลกระทบจากคำสั่งปลด ‘เศรษฐา’ จากตำแหน่งนายกฯ บางโครงการอาจหยุดชะงัก แต่ก็ยังดีกว่าเกิดความแปรปรวน
รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร นักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคง ให้สัมภาษณ์ในรายการ Money Chat Thailand เมื่อวันที่ 14 ส.ค. 2567 กล่าวถึงทิศทางทางการเมืองภายหลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้สภานะภาพความเป็นรัฐมนตรีของนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลงว่า จากนี้ไปจะมีการตั้งหลักกันใหม่ โดยจะมีรองนายกรัฐมนตรี และ รวม. พาณิชย์ (นายภูมิธรรม เวชยชัย) ทำหน้าที่รักษาการฯ
และจะมีการเริ่มต้นกระบวนการเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ซึ่งสถานการณ์ไม่น่าเป็นที่กังวลมาก เนื่องจากมีผู้ที่มีรายชื่ออยู่ในบัญชีถึง 7 ท่าน บางท่านก็อาจจะไม่อยู่ในสถานภาพที่จะเป็นตัวเลือกแล้ว เนื่องจากได้ขยับตำแหน่งไป และไม่เกี่ยวข้องกับการเมืองแล้ว (พลเอกประยุทธ์ จันทรโอชา องคมนตรี)
บางท่าน บางพรรคก็อาจจะไม่มีน้ำหนักมาก ตัวเลือกก็จะเหลืออยู่ 3 – 5 ท่าน ซึ่งหากมีการตกลงกันได้ ไม่ยุบสภา ก็จะเดินหน้าเลือกนายกรัฐมนตรี แถลงนโยบาย และแต่งตั้ง ครม.
สำหรับการบริหารราชการแผ่นดินในขณะนี้เข้าสู่สถานะรักษาการแล้ว หลายเรื่องต้องชะลอ ต้องรอไป แต่ว่าความแน่นอนอาจจะไม่ได้แย่นัก เพราะพรรคการเมืองที่มีเสียงมาก อยู่ในตำแหน่งแล้วก็คงจะพยายามประคองโครงสร้างเดิมให้กลับมาใหม่ ด้วยการเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีบางคน ซึ่งน่าจะกลับมาได้ภายในระยะเวลาประมาณ 3 เดือน
อย่างไรก็ดีจะมีปัญหาเรื่องงบประมาณบ้าง มีปัญหาเรื่องภาพลักษณ์และความสับสนในช่วงสั้น สำหรับการตรวจสอบคุณสมบัติจะต้องมีความแม่นยำมากกว่าเดิม เพื่อมิให้เกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นอีก ถือว่าเป็นบทเรียน
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นมิได้สร้างวิกฤตจนถึงขั้นปั่นป่วนมองอะไรไม่ออกเหมือนในอดีตที่ผ่านมา ยกเว้นว่าพรรคร่วมรัฐบาลเดิมจะเกิดความเห็นที่แตกต่างกันมาก จนนำไปสู่การยุบสภา ซึ่งจะยุ่งนิดหน่อย เนื่องจากต้องเริ่มต้นใหม่ทั้งหมด ซึ่งจะทำให้เกิดความแปรปรวนนานกว่า 3 เดือน และอาจจะถึง 6 เดือนด้วย
สำหรับหลายโครงการของรัฐบาล อาจจะหยุดชะงัก แต่ก็ยังดีกว่าการเกิดความแปรปรวน จนกลายเป็นความรุนแรงทางการเมือง และขบวนการนอกกรอบประชาธิปไตย ซึ่งคาดเดาไม่ได้เลย และสถานการณ์เช่นนี้จะทำให้นักลงทุนหยุดการลงทุนทั้งหมด
สำหรับการวิพากษ์วิจารณ์คำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญนั้นจะมีเพิ่มขึ้นอย่างเข้มข้น ทั้งมุมที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับศาลรัฐธรรมนูญ แต่ตราบเท่าที่เป็นการวิจารณ์โดยสุจริต อยู่ในกรอบวิชาการ และเป็นการตั้งข้อสังเกต ก็ไม่มีปัญหาอะไร คิดว่าศาลรัฐธรรมนูญก็รับฟังมาโดยตลอดอยู่แล้ว ครั้งที่แล้วศาลฯ ก็รับฟังความเห็นของต่างชาติด้วย
ซึ่งบรรยากาศโดยรวมถือว่าเป็นไปตามโครงสร้างที่เรามี ซึ่งถ้าหากไม่พอใจก็ต้องเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง องค์ประกอบของรัฐธรรมนูญและตัวบุคคล ซึ่งต้องรอจังหวะการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
อย่างไรก็ดี ผู้ที่จะขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนใหม่จะต้องมีทีมกฎหมายที่มีความแม่นยำมากกว่านี้ ซึ่งในการดำเนินงานของนายกรัฐมนตรีจะต้องมีการพิจารณากฎหมายขององค์กรอิสระ ซึ่งมีการส่งหนังสือเข้ามาเตือนถึงการดำเนินการในโครงการต่าง ๆ นายกรัฐมนตรีบางท่านไม่หยุด จนถูกฟ้องร้องเป็นคดีความ บางท่านหยุด และตั้งคณะกรรมการเพื่อการดูแลตามที่องค์กรอิสระเหล่านี้ระบุ ซึ่งเรื่องเหล่านี้จะต้องให้เวลาในการทำการศึกษา จะอ้างว่าไม่ทราบไม่ได้
สำหรับการขับเคลื่อนนโยบายในการบริหารประเทศ ซึ่งในขณะนี้อยู่ในสถานะรักษาการนั้น ถ้าหากว่าแกนนำรัฐบาลเป็นพรรเดิม โครงสร้างเดิมก็จะดำเนินการต่อได้เร็ว ถ้าหากเป็นแกนนำใหม่ พรรคใหม่ก็จะช้าหน่อย แต่ก็ยังดีกว่าการยุบสภาเลือกตั้งใหม่ ซึ่งจะต้องใช้เวลาอย่างน้อย 6 เดือน
สุดท้ายหวังว่าจะไม่เกิดความพลิกผันไปมากกว่านี้ เพราะมีทางเลือกอยู่ในระบอบ และรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว และคนไทยก็คงจะไม่อยากจะให้ไปนอกกรอบ ไปไกลมากกว่านี้ นายกใหม่ก็ดี เลือกตั้งใหม่ก็ยังพอได้ แต่การไปนอกกรอบไม่น่าจะดีที่สุดสำหรับประเทศไทยอีกแล้ว และคนไทยก็คงไม่รับ
สิ่งที่จะต้องระวังสำหรับประเทศไทยในอีก 3 เดือนข้างหน้าคือผลการเลือกตั้งสหรัฐ เนื่องจากสหรัฐมีแนวโน้มที่จะขึ้นกำแพงภาษีแน่ ๆ แต่ผู้สมัครประธานาธิบดีสหรัฐแต่ละคนต่างก็มีแนวทางที่แตกต่างกัน ดังนั้นในช่วงนี้ประเทศไทยควรจะดำเนินการประสานงานกับสหรัฐเพื่อเตรียมการรับมือให้ดี หากปล่อยไว้โดยไม่ทำอะไรเลย จะส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการไทยอย่างหนัก ถือว่ามีความน่าเป็นห่วง