ธปท. ชี้จัดตั้งรัฐบาลล่าช้าไม่กระทบเศรษฐกิจภาครัฐยังคงเบิกจ่ายงบประมาณได้ ควรให้ความสำคัญกับเสถียรภาพการเงิน
เมื่อวานนี้ (19 ก.ค. 66) นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) แถลงข่าวรายงานสถานการณ์เศรษฐกิจไทย โดยระบุว่าแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในครึ่งหลังของปี 66 ยังฟื้นตัวได้ต่อเนื่อง ตามแรงส่งของภาคท่องเที่ยวและการบริโภคภาคเอกชน
ขณะที่การส่งออกสินค้าคาดจะทยอยปรับดีขึ้นช่วงปลายปีนี้ตามเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าอย่างไรก็ดี ต้องติดตามผลกระทบจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนที่อาจส่งผลต่อจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่มาไทยบ้าง แต่ ธปท. คาดว่าการฟื้นตัวของจำนวนนักท่องเที่ยวสัญชาติอื่นที่ต่อเนื่องและมากกว่าคาดจะช่วยลดทอนผลกระทบนี้ได้
เงินเฟ้อทั่วไปในช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมาปรับลดลงตามคาดจากผลของฐานสูงในปีก่อน และมาตรการช่วยเหลือค่าไฟฟ้าชั่วคราว แต่คาดว่าต่อไป หลังผลของฐานหมดลง เงินเฟ้อจะทยอยปรับเพิ่มขึ้น อีกทั้งเงินเฟ้อยังมีความเสี่ยงด้านสูงจาก 1) แรงกดดันเงินเฟ้อด้านอุปสงค์ตามการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยว และแรงกระตุ้นจากนโยบาย
ภาครัฐ และ 2) การส่งผ่านต้นทุนของผู้ประกอบการที่อาจเพิ่มขึ้น หากกำลังการผลิตตึงตัวขึ้นในช่วงที่เศรษฐกิจฟื้นตัว
สำหรับผลกระทบจากการจัดตั้งรัฐบาลล่าช้า นายเศรษฐพุฒิกล่าวว่า ในการประมาณการของ ธปท. ได้รวมสมมติฐานเรื่องการจัดตั้งรัฐบาลล่าช้าเอาไว้ด้วยแล้ว โดยคาดการณ์เอาไว้ว่าการจัดทำ พ.ร.บ. งบประมาณปี 67 จะมีความล่าช้าออกไป 1 ไตรมาส แต่ในข้อเท็จจริง กระบวนการยังเป็นไปตามปกติงบประจำยังเบิกจ่ายใช้โดยไตรมาส 4/2566 – ไตรมาส 1/2567 ที่หายไปจริง ๆ คืองบลงทุน แต่ก็ไม่ได้มีสัดส่วนมาก คงไม่กระทบปีนี้ แต่จะไปกระทบในปี 2567 อย่างไรก็ดี ต้องติดตามผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนอย่างใกล้ชิดต่อไป
อีกทั้งยังระบุว่า การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจควรให้น้ำหนักมากขึ้นกับการดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจการเงินของ
ประเทศ ทั้งเสถียรภาพด้านราคา และเสถียรภาพการคลัง
การขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจไทยควรมาจากการลงทุนภาคเอกชนมากขึ้น เพื่อเสริมสร้างศักยภาพของเศรษฐกิจในระยะยาว ซึ่งที่ผ่านมา การลงทุนของไทยยังอยู่ในระดับต่ำ และล่าสุดแทบไม่ต่างจากระดับก่อนวิกฤตต้มยำกุ้งในปี 40 ทั้งนี้ ธปท. เห็นว่าปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อของภาคธุรกิจ โดยเฉพาะ SMEs ส่วนหนึ่ง
เพราะการขาดหลักประกันในการกู้ยืม มีส่วนทำให้การลงทุนภาคเอกชนโตไม่สูงนัก
แนวทางหนึ่งในการแก้ไขจึงควรเร่งสร้างกลไกค้ำประกันความเสี่ยงการกู้ยืมโดยภาครัฐ (credit guarantee mechanism) ที่ยืดหยุ่นและมีประสิทธิภาพเพื่อช่วยให้สถาบันการเงินรับความเสี่ยงและกล้าที่จะปล่อยกู้สินเชื่อให้ SMEs ได้มากขึ้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อภาพรวมของเศรษฐกิจการเงินต่อไป