ฟอกเงินได้ภายในวันเดียว ‘ธปท.’ เผยมีมิจฉาชีพโอนเงินเหยื่อกว่า 6,700 ล้านผ่าน ‘บัญชีม้าคริบโทฯ’ ชี้การซื้อขายคริปโทฯ ไม่ได้โปร่งใสทั้งหมดอย่างที่หลายคนคาดคิด
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เผยแพร่บทความเรื่อง “จากบัญชีธนาคาร สู่บัญชีคริปโทฯ เมื่อบัญชีม้ากลายพันธุ์” เพื่อรายงานถึงพัฒนาการของกลุ่มมิจฉาชีพ ที่ปรับเปลี่ยนวิธีการใช้งาน “บัญชีม้า” ในการปกปิดเส้นทางการเงินของตนเอง
ภายใต้การปราบปรามอย่างจริงจังจากทุกภาคส่วน โดย ธปท. เอง ได้ออกมาตรการกวาดล้างบัญชีม้าในช่วงเดือนมิ มิ.ย. 2567 ที่ผ่านมา โดยปรับจากการดำเนินการระดับ “บัญชี” เป็นระดับ “บุคคล” และช่วงต้นปี 2568 ได้ยกระดับการจัดการบัญชีม้าเพิ่มเติม
ทำให้สมาคมธนาคารไทยและสถาบันการเงินสามารถอายัดบัญชีม้าได้มากกว่า 2 ล้านบัญชี หรือมากกว่า 1 แสน 5 หมื่นรายชื่อ (ยอดสะสม ณ เดือน ก.พ. 2568) การกวาดล้างอย่างเข้มข้นครั้งนี้ส่งผลให้มิจฉาชีพหาบัญชีม้าใหม่ ๆ ได้ยากขึ้น และต้องหาช่องทางอื่นที่ติดตามได้ยากกว่าเดิม
ทำให้ในระยะหลัง ๆ มิจฉาชีพพัฒนาวิธีการหลบเลี่ยงแบบใหม่ โดยหันไปใช้ “บัญชีนิติบุคคล” ในการหลบเลี่ยง เนื่องจากมีเพดานการโอนเงินสูงกว่าบัญชีบุคคลธรรมดา ทำให้สามารถโอน-รับเงินมูลค่าสูง ๆ และยังดูมีความน่าเชื่อถือเมื่อนำไปใช้หลอกเหยื่ออีกด้วย
นอกจากนี้ ยังพบการใช้งาน “บัญชีม้าคริปโทเคอร์เรนซี” ซึ่งวิธีนี้ ทำให้มิจฉาชีพเดินบัญชีหลบเลี่ยงได้สะดวกขึ้น ในขณะที่การตรวจสอบต้นสายปลายทางของทางการ ทำได้ยากขึ้นแบบทวีคูณ ซึ่งนี่นับว่าเป็นเรื่องที่น่ากังวล
โดยในช่วงเดิน ต.ค. – ธ.ค. 2567 ที่ผ่านมา เพียง 3 เดือน มิจฉาชีพใช้บัญชีคริปโทเคอร์เรนซีเป็นช่องทางหลักในเส้นทางเงินทุจริต โดย 75% ของมูลค่าความเสียหายทั้งหมด หรือเท่ากับ 6,700 ล้านบาท ถูกแปลงสภาพจากเงินบาทเป็นคริปโทฯ ซึ่งการโอนย้ายดังกล่าวสามารถทำได้ภายในเวลาไม่ถึง 20 นาที ก่อนจะขายกลับคืนเป็นเงินบาทหรือเงินสกุลอื่น ๆ เรียกว่าสามารถจบกระบวนการ “ฟอกเงิน” ได้ภายในวันเดียว
บัญชีม้าคริปโทฯ มีความซับซ้อนกว่าบัญชีม้าธนาคาร การโอนเงินจากบัญชีธนาคารไปยังบัญชีคริปโทฯ ทำได้ผ่านบัญชีซื้อขายคริปโทฯ 2 รูปแบบ ได้แก่
1 บัญชีซื้อขายผ่านตัวกลาง เช่น ผ่านกระดานเทรด (exchange) ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และ
2 บัญชีซื้อขายผ่านแพลตฟอร์มต่างประเทศแบบ Peer-to-Peer (P2P) ซึ่งเป็นการซื้อขายระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายโดยตรง
ถึงแม้ว่าที่ผ่านมา จะมีการกล่าวอ้างว่าการทำธุรกรรมการซื้อขายคริปโทเคอร์เรนซีมีความโปร่งใส เพราะมีเทคโนโลยีบล็อกเชนอยู่เบื้องหลัง ทำให้ใคร ๆ ก็สามารถตรวจสอบข้อมูลธุรกรรมย้อนหลังได้ แต่ในความเป็นจริง แม้เราจะตรวจสอบการซื้อขายบนบล็อกเชนได้
แต่หากซื้อขายคริปโทฯ แบบ P2P หรือหากบัญชีต้นทางหรือปลายทางไม่ได้มีระบบ KYC (Know Your Customer:การรู้จักลูกค้า) หรือ CDD (Customer Due Diligence: การตรวจสอบเพื่อทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลูกค้า) เอาไว้
จะรู้เพียงเหรียญคริปโทฯ จำนวนนี้ถูกโยกย้ายไปกระเป๋า “ใบไหน” แต่ไม่ทราบว่ากระเป๋าใบนั้นเป็น “ของใคร” ดังนั้น การติดตามเส้นทางเงินเพื่อจับมิจฉาชีพ และนำเงินมาคืนเหยื่อจึงเป็นไปได้ยากมาก
ทั้งนี้ ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายรองรับ รวมถึงไม่มีหน่วยงานกำกับดูแล จึงมีความเสี่ยงสูงที่บัญชีม้าคริปโทฯ จะถูกใช้เป็นเครื่องมือของมิจฉาชีพในอนาคต
อ่านรายงานฉบับเต็มของ ธปท. – https://www.bot.or.th/th/research-and-publications/articles-and-publications/bot-magazine/Phrasiam-68-2/the-knowledge-crypto-mule-accounts.html