จ่อฟ้อง 70 ราย คดีฮั้วประมูลตึก สตง. DSI ส่งสำนวนคดีฮั้วประมูลตึก สตง. ต่อ ปปช. พบชื่อผู้ว่า สตง. ตั้งแต่อดีต – ปัจจุบัน
ร้อยตำรวจเอก สุรวุฒิ รังไสย์ รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ในฐานะโฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ เปิดเผยถึงความคืบหน้าของคดีโครงการก่อสร้างสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ว่ามีความผิดตามกฎหมายหรือไม่
โดย DSI ได้รับเรื่องร้องเรียนและพบหลักฐานการฮั้วประมูลในโครงการที่ดำเนินการโดย กิจการร่วมค้า PKW โดยเฉพาะในส่วนของการควบคุมงาน ซึ่งมีการปลอมลายมือชื่อและนำชื่อบุคคลที่ไม่มีคุณสมบัติตามข้อกำหนด (TOR) มาใช้ในการเสนอราคา
จึงได้ดำเนินคดีกับกิจการร่วมค้า PKW รวม 6 ราย ผู้ต้องหา 1 ใน 6 รายนี้ถูกกล่าวหาว่าเป็นบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการฮั้วประมูลทั้งหมด ตั้งแต่การออกแบบ การก่อสร้าง และการควบคุมงาน ทำให้คดีทั้งหมดเชื่อมโยงกันและอยู่ภายใต้อำนาจของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตามมาตรา 61 DSI จึงต้องส่งรายละเอียดให้ ป.ป.ช. ดำเนินการตามกฎหมาย
โดยพบว่าผู้บริหาร 6 รายของกิจการร่วมค้า PKW อาจจะมีส่วนรู้เห็นกับการได้มาซึ่งสัญญาการควบคุมงาน และเจ้าหน้าที่ของรัฐ โดยเฉพาะผู้บริหารระดับสูงของ สตง. อาจจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการฮั้วประมูลและล็อกสเปกบริษัท
ทั้งนี้ ผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษ 2 ราย: เป็นพยานปากสำคัญที่รู้เห็นรายละเอียดการทุจริตและให้การยืนยันข้อมูลกับ DSI ทั้งคู่กล่าวหาถึงพฤติการณ์หลายเรื่อง เช่น การทุจริต การล็อกสเปก และการดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับการได้มาซึ่งสัญญา
โดยเฉพาะตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 10, 11, 12 และประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ซึ่งทั้งหมดนี้จะเป็นอำนาจหน้าที่ของ ป.ป.ช. ในการไต่สวน
สำหรับพฤติการณ์ความผิดปกติที่พบนั้น ในส่วนของการควบคุมงาน พบความผิดชัดเจนเนื่องจากใช้วิธีการคัดเลือก ซึ่งตามกฎหมายต้องเชิญชวนไม่น้อยกว่า 3 ราย แต่ในกรณีนี้มีการเสนอไป 19 ราย และกิจการร่วมค้า PKW เป็นหนึ่งในนั้น
แต่มีการขอยกเว้นหลักเกณฑ์จากคณะกรรมการวินิจฉัยข้อกฎหมายตามมาตรา 29 เพื่อยกเว้นหลักเกณฑ์ ระเบียบ และกฎกระทรวง ซึ่งถูกกล่าวหาว่าเป็นการเอื้อประโยชน์ต่อกิจการร่วมค้า PKW แม้จะมีการดำเนินการยกเว้นจริง แต่การเรื่องของการเอื้อประโยชน์ต้องให้ ป.ป.ช. ไต่สวน
ในส่วนของการจ้างช่วงนั้น สตง. ยืนยันว่า บริษัท 9PK จำกัด ไม่มีการจ้างช่วงจริง ไม่มีรายชื่ออนุมัติการจ้างช่วง ซึ่งจะเป็นหลักฐานประกอบการไต่สวนของ ป.ป.ช.
สำหรับข้าราชการที่ถูกกล่าวหาในคดีนี้ แบ่งออกได้ 3 กลุ่มคือ
กลุ่มที่ 1 มีการกล่าวหาผู้บริหารว่ามีการล็อกสเปกเพื่อให้ได้มาซึ่งสัญญาการออกแบบ สัญญาการก่อสร้าง และสัญญาการควบคุมงาน
กลุ่มที่ 2 เป็นเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการเป็นกรรมการชุดต่างๆ เช่น การดำเนินงาน การตรวจการจ้าง ซึ่งมี 10 คณะ
กลุ่มที่ 3 คณะกรรมการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมาย ซึ่งเกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยปัญหาตาม พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560
ถึงแม้ว่าเรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นในชุดผู้บริหาร สตง. ชุดอดีต ไม่ใช่ชุดปัจจุบัน แต่สำนวนที่ DSI จะส่งให้ ป.ป.ช. ภายในสัปดาห์นี้ มีรายชื่อผู้บริหารตั้งแต่ต้น และคณะกรรมการต่างๆ รวมทั้งคณะกรรมการวินิจฉัยปัญหาตาม พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างฯ รวม 3 กลุ่ม ประมาณ 70 รายชื่อ ที่มีการกล่าวหา
ซึ่งรวมถึงชื่อของ นายมณเฑียร เจริญผล ผู้ว่า สตง. คนปัจจุบัน ด้วย แต่ทั้งหมดต้องรอการไต่สวนของ ป.ป.ช. ก่อน ในขณะที่การดำเนินคดีกับ 6 ผู้บริหารของกิจการร่วมค้า PKW นั้น DSI จะเป็นผู้ดำเนินการเอง
สำหรับการรวบรวมหลักฐานนั้น DSI ได้ตรวจค้น 3 ครั้ง พบเอกสารกว่า 121 ลัง ในการตรวจค้นครั้งที่ 2 และกำลังเร่งคัดแยกเอกสารที่เกี่ยวข้องให้เสร็จภายในสัปดาห์นี้ รวมถึงรอผลรายงานการตรวจค้นจากสถาบันนิติวิทยาศาสตร์
ในส่วนของคดีการควบคุมงานทิพย์กับการถล่มของตึก สตง. ก็เป็นอีกเรื่องที่ตำรวจกำลังดำเนินคดี และ DSI กำลังประสานข้อมูลกับคณะกรรมการที่รองนายกรัฐมนตรีแต่งตั้งเพื่อรอผลการตรวจ
และคดีในส่วนของคดีนอมินี บริษัท ไชน่า เรลเวย์ฯ นั้น DSI กำลังติดตามตัว บินลิง วู ผู้ต้องหารายสำคัญที่เป็นนายทุนชาวจีน ซึ่งเชื่อว่าเกี่ยวข้องโดยตรงกับบริษัท ไชน่า เรลเวย์ฯ