ปล่อยให้เขมรรุกล้ำ ข้อเท็จจริง VS ดราม่าทางการเมือง เมื่อการอยู่ร่วมกับเพื่อนบ้านต้องมีทั้ง ‘ไม้อ่อน-ไม้แข็ง’ เพราะเราไม่สามารถไปสุดโต่งทางใดทางหนึ่งได้
ที่ผ่านมาตลอดช่วงยี่สิบกว่าปี ตั้งแต่มีการทำ MOU43 ในวันที่ 14 มิถุนายน 2543 บริเวณพื้นที่พิพาทอย่างช่องอานม้า ถูกยอมรับจากทั้งไทย-กัมพูชาให้เป็น “จุดผ่อนปรนการค้า”
ซึ่งประชาชนคนไทยได้ขายสินค้าในการดำรงชีวิตให้กับชาวบ้านฝั่งกัมพูชา ไม่ว่าจะ นม มะพร้าว น้ำดื่ม รวมถึงอาหารและเครื่องดื่มที่ชาวกัมพูชาแวะเวียนมากิน สร้างรายได้ให้กับชาวบ้านในพื้นที่ฝั่งไทยมาตลอดหลายสิบปี
นั่นคือ เหตุผลที่ตลอด 20 กว่าปีที่ผ่านมา ทั้งผู้นำและกองทัพไทย ไม่ได้จะไปคาดคั้นเอาเป็นเอาตายกับการเข้ามาของฝั่งกัมพูชาในพื้นที่พิพาท เพราะชาวบ้านทั้งสองประเทศต่างได้ประโยชน์
หากไม่จำเป็น คงไม่มีใครที่อยากจะรบราฆ่าฟันกัน เสียทั้งชีวิตของพลเรือน ทั้งทรัพย์สินเงินทอง สู้แต่ละฝ่ายยอมลดความตึงเครียด แล้วเอาพื้นที่พิพาทนั้นมาทำจุดผ่อนปรนการค้า ให้พลเมืองระหว่างสองประเทศได้ค้าขายมีงานทำ มีรายได้เสียจะดีกว่า
แต่ทุกอย่างมี “ขอบเขต” และ “เส้นแบ่งที่ไม่อาจยอมให้ข้ามได้”
เมื่อปัจจุบันกัมพูชาแสดงเจตนาชัดเจนที่ต้องการเอาพื้นที่ปราสาทและจุดยุทธศาสตร์เป็นของตน โดยเอาศาลโลกมาขู่และกดดันไทย รวมถึงมีปฏิบัติการทางทหารในพื้นที่พิพาท
ซึ่งนั่นคือ “เส้นแบ่ง” ที่กองทัพไทยและรัฐบาลไทยไม่อาจผ่อนปรนให้ได้
เมื่อกัมพูชาข้ามเส้นนั้นมา การอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ก็ไม่อาจจะเป็นไปได้ เพราะไทยเราคงไม่ยอมให้ใครมารุกล้ำอธิปไตยแน่นอน
—
ปัญหาคือ ไทยเรามี “กลุ่มสุดโต่ง” อยู่ 2 จำพวก
- [พวกซ้ายสุดโต่ง]
มักจะชูหลักการว่าเส้นเขตแดนเป็น “เรื่องสมมติ” ไม่ชอบให้มีความขัดแย้งหรือกรณีพิพาท และมักมีอคติกับแนวคิดชาตินิยมและกองทัพมาโดยตลอด
ซ้ายสุดโต่งจะโจมตีว่ากองทัพปั่นกระแสคลั่งชาติและเอาเป็นเอาตายกับเส้นเขตแดนที่เป็นเรื่องสมมติ ทั้งที่ไม่ได้ดูเลยว่าไทยคือฝ่ายที่ทำตามกฎกติการะหว่างประเทศ และโดนคุกคามจากฝั่งตรงข้าม
- [พวกขวาสุดโต่ง]
พวกนี้ก็จะมีแนวคิดว่า “ไม่มีพื้นที่พิพาท” เราประกาศเส้นเขตแดนตรงไหน ต้องเป็นของเราโดยไม่มีข้อแม้ และไม่ต้องสนใจฝ่ายตรงข้ามหรือประชาชนตามแนวชายแดนว่าจะใช้ชีวิตอยู่กันอย่างไร
โดยพวกขวาสุดโต่งกำลังออกมาโจมตีรัฐและผู้นำกองทัพในอดีต ว่าปล่อยให้ชาวกัมพูชา เข้ามาตั้งตลาด มาค้าขายในช่องอานม้าได้อย่างไรตั้งหลายสิบปี ทำไมไม่ใช้กำลังขับไล่ออกไปให้หมด
—
ทั้งสองกลุ่มต่างมีวาระทางการเมืองของตน ขณะที่คนในสังคมไทยเอง ก็ควรจะ “รู้เท่าทัน” พวกเขา
[ไทยเราไม่ได้อ่อนแอ] และ [ไม่เคยอ่อนแอ] แต่เราเห็นแก่สันติสุขและประโยชน์ของพี่น้องประชาชนทั้งสองประเทศ เราใช้ไม้นวมมาตลอด ถ้อยทีถ้อยอาศัยเพื่อจะอยู่ร่วมกันอย่างสันติ
แต่เมื่อวันหนึ่งฝ่ายตรงข้าม “ล้ำเส้น” และตอบสนองท่าทีฉันมิตรของเรา แบบได้คืบเอาศอก วันนั้นก็ถึงวันที่ต้องแสดงให้เขาเห็นประโยคที่ว่า …”ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด”
บทความโดย
กิตติธัช ชัยประสิทธิ์
The Structure’s Content Director
#TheStructure
#TheStructureNews
#ชายแดนไทยกัมพูชา #ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด