Newsธุรกิจและเศรษฐกิจวิกฤตสวนมะพร้าว เมื่อธุรกิจต้องปรับตัวเพื่อเอาตัวรอด แต่เกษตรกรยังรออยู่ที่หน้าสวน หรือโครงสร้างเกษตรไทย ทำได้แค่รอคนมารับซื้อและหวังให้รัฐอุดหนุน/ชดเชยราคา

วิกฤตสวนมะพร้าว เมื่อธุรกิจต้องปรับตัวเพื่อเอาตัวรอด แต่เกษตรกรยังรออยู่ที่หน้าสวน หรือโครงสร้างเกษตรไทย ทำได้แค่รอคนมารับซื้อและหวังให้รัฐอุดหนุน/ชดเชยราคา

เมื่อราคามะพร้าวน้ำหอมหน้าสวนที่สงขลาดิ่งลงเหลือเพียง 2-3 บาท เสียงสะท้อนจากเกษตรกรและล้งในพื้นที่มุ่งเป้าโจมตีไปที่ “กลุ่มทุน” และ “ผู้ส่งออก” ที่หันมาลงทุนปลูกมะพร้าวเองจนครบวงจร แต่หากมองผ่านเลนส์ของระบบเศรษฐกิจและกลไกตลาด คำถามที่น่าสนใจและต้องทบทวนโครงสร้างกันอย่างจริงจังคือ… การที่ผู้ประกอบการสร้างความมั่นคงทางวัตถุดิบด้วยการปลูกเองนั้น “ผิดตรงไหน?”

ข้อเรียกร้องจากเครือข่ายภาคประชาสังคมสงขลามหานครมะพร้าวน้ำหอม ที่ระบุว่าผู้ประกอบการโรงงานแปรรูปและส่งออก พลิกบทบาทมาเป็นผู้ลงทุนปลูกมะพร้าวเองในแปลงขนาดใหญ่ ทำให้ไม่ต้องง้อผลผลิตจากล้งและเกษตรกรรายย่อย จนทำให้มะพร้าวสงขลาค้างต้นและราคาตกต่ำนั้น กำลังสะท้อนให้เห็นถึง “ความเปราะบางของโครงสร้างเกษตรกรไทย” อย่างชัดเจน

เมื่อธุรกิจต้องเอาตัวรอด แต่เกษตรกรยังรออยู่ที่หน้าสวน

ในมุมของภาคธุรกิจอุตสาหกรรม การขยายกิจการแบบควบรวมแนวดิ่ง (Vertical Integration) ตั้งแต่ต้นน้ำ (ปลูก) ไปจนถึงปลายน้ำ (แปรรูปและส่งออก) คือหนึ่งในกลยุทธ์พื้นฐานเพื่อควบคุมต้นทุน รักษามาตรฐาน และลดความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนของวัตถุดิบ ยิ่งไปกว่านั้น ไม่มีกฎหมายข้อใดในประเทศไทยที่ห้ามผู้ส่งออกหรือโรงงานแปรรูปเป็นเจ้าของสวนเกษตร (หากดำเนินการภายใต้กฎหมายการถือครองที่ดินอย่างถูกต้อง)

คำถามตัวโตที่สังคมและภาคการเกษตรต้องหันกลับมามองคือ เหตุใดเกษตรกรไทยจึงยังคงยึดติดกับโมเดลธุรกิจแบบเดิม? นั่นคือการก้มหน้าปลูก เฝ้ารอผลผลิต และนั่งรอให้พ่อค้าคนกลางหรือล้งเข้ามารับซื้อถึงหน้าสวน เมื่อห่วงโซ่อุปทานเปลี่ยนผ่าน โรงงานมีแหล่งวัตถุดิบของตัวเอง เกษตรกรที่ขาดการรวมกลุ่มเพื่อสร้างอำนาจต่อรอง ขาดทักษะการแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่า และไม่รู้จักการหาช่องทางจัดจำหน่ายใหม่ๆ จึงกลายเป็นผู้รับเคราะห์จากกลไกตลาดที่พัฒนาไปข้างหน้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

‘รัฐอุ้ม’ คือคำตอบของทุกวิกฤตจริงหรือ?

ข้อเรียกร้องที่ต้องการให้รัฐบาลดันปัญหานี้เป็น “วาระพืชเศรษฐกิจแห่งชาติ” เพื่อจัดการกับระบบที่ถูกมองว่าบิดเบี้ยว อาจเป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ การพึ่งพาความช่วยเหลือและการขอให้รัฐแทรกแซงราคาในทุกครั้งที่สินค้าเกษตรตกต่ำ เป็นเพียงการผลิตซ้ำวงจร “ปลูก-ราคาตก-ประท้วง-รัฐชดเชย” โดยไม่ได้เข้าไปแตะต้องแก่นแท้ของปัญหาโครงสร้าง

แน่นอนว่าประเด็นเรื่อง “นอมินีต่างชาติ” เป็นอาชญากรรมทางเศรษฐกิจที่ภาครัฐต้องเข้าไปตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาดเพื่อรักษาอธิปไตยทางการค้า แต่ในมิติของการแข่งขันทางธุรกิจ หากเกษตรกรไทยยังไม่ยอมปรับตัวให้ทันโลก มัวแต่รอคอยให้ผู้ซื้อเดินมาหา และหวังพึ่งพากลไกของรัฐเพื่อแทรกแซงตลาดเมื่อพ่ายแพ้ สิ่งนี้อาจเป็น “หายนะ” ที่แท้จริงยิ่งกว่าการถูกทุนใหญ่แย่งส่วนแบ่งการตลาดเสียอีก

วิกฤตมะพร้าวน้ำหอมสงขลาในครั้งนี้ จึงไม่ควรเป็นแค่เสียงสะท้อนความเดือดร้อนที่รอการเยียวยาชั่วคราว แต่ควรเป็น “บททดสอบสำคัญ” ที่บังคับให้เกษตรกรไทยต้องตั้งคำถามว่า ถึงเวลาแล้วหรือยังที่จะลุกขึ้นมาเรียนรู้การตลาด แข่งขัน และเป็นผู้กำหนดชะตาชีวิตของตัวเอง แทนที่จะฝากความหวังไว้กับอดีตและเงินอุดหนุนจากภาครัฐเพียงอย่างเดียว

#TheStructure
#TheStructureNews
#มะพร้าวน้ำหอม #การค้าระหว่างประเทศ

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    เปิดใช้งานตลอด

    คุกกี้ที่มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้งานเว็บไซต์ได้อย่างเป็นปกติ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้เพื่อปรับเนื้อหาให้เข้ากับกลุ่มเป้าหมาย

    คุกกี้ประเภทนี้จะเก็บข้อมูลต่าง ๆ รวมทั้งข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับตัวคุณ เพื่อให้เราสามารถนำมาวิเคราะห์ และนำเสนอเนื้อหา ให้ตรงกับความเหมาะสมและความสนใจของคุณ

บันทึกการตั้งค่า