พลังงานสะอาดไม่ได้ทำให้ค่าไฟแพงขึ้น ‘อรรถวิชช์’ ชี้พลังงานแสงอาทิตย์มีราคาถูกมาก เพียง 2.16 บาท เผยเหตุผลที่ชะลอสัญญาซื้อไฟฟ้าจากเอกชนได้เพียงบางส่วน
อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ประธานคณะที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ด้านยุทธศาสตร์ จากพรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวยืนยันว่า การที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิต (กฟผ.) ซื้อพลังงานสะอาดจากภาคเอกชนเพิ่มเติมนั้น ไม่ได้ทำให้ค่าไฟแพงขึ้น
เนื่องจาก กฟผ. รับซื้อไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์จากภาคเอกชนในราคาเพียงยูนิตละ 2.16 บาทเท่านั้น ในขณะที่การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ขายไฟฟ้าให้ประชาชนในราคายูนิตละ 3.18 บาท “เพราะฉะนั้น ฟันธงครับ ไม่ทำให้ค่าไฟที่บ้านท่านขึ้น”
ส่วนกำลังการผลิตไฟฟ้าสำรอง (Reserve Margin) ที่เคยถูกมองว่ามีจำนวนมากเกินไป ก็จะถูกนำมาใช้เสริมความเสถียรของระบบไฟฟ้า เนื่องจากพลังงานแสงอาทิตย์ผลิตได้เฉพาะช่วงกลางวัน
ส่วนเหตุผลว่าทำไมจึงต้องใช้พลังงานสะอาดนั้น ก็เพื่อที่จะลดการใช้พลังงานสกปรก เพื่อหลีกเลี่ยงมาตรการกีดกันทางการค้าจากต่างประเทศที่ให้ความสำคัญกับแหล่งพลังงานที่สะอาด อีกทั้งยังสามารถใช้ดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศที่ต้องการใช้พลังงานสะอาด เช่น การผลิตชิป (PCB) และ Data Center เพื่อการให้บริการเก็บข้อมูลผ่านระบบคลาวด์
ส่วนการผลิตพลังงานแสงอาทิตย์โดยภาคประชาชนนั้น พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกฯ และ รมว. พลังงาน ได้มอบหมายให้ตนเองเป็นผู้ร่างกฎหมายส่งเสริมการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการผลิตพลังงานสะอาดได้ และขณะนี้ร่างกฎหมายฉบับนี้ กำลังรอการพิจารณาในสภาผู้แทนราษฎร์แล้ว
และหากร่างกฎหมายฉบับนี้ผ่านก็จะทำให้เกิดการผลิตพลังงานแสงอาทิตย์โดยภาคประชาชนเป็นจำนวนมาก “รัฐห้ามยืนบังแดดประชาชน ไม่ต้องขออนุญาตอีกต่อไป”
ส่วนกรณีที่มีการวิจารณ์ว่าเหตุใดพีระพันธุ์จึงสั่งระงับการลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้าได้เพียงบางส่วนนั้น อรรถวิชช์กล่าวว่า เรื่องนี้คณะกรรมการกฤษฎีกา ในฐานะที่ปรึกษาทางกฎหมายของรัฐบาลเป็นผู้ให้คำแนะนำ และสัญญาฉบับนี้แบ่งได้เป็น 2 กรณี คือกรณี 5,203 เมกะวัตต์ และ 2,100 เมกะวัตต์
ในสัญญาส่วน 5,203 เมกะวัตต์นั้น มีทั้งการรับซื้อพลังงานลม และพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งในส่วนของพลังงานลมนั้นได้ถูกชะลอออกไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เรื่องจากว่ามีการฟ้องร้องกันในศาลปกครอง
แต่ในส่วนของพลังงานแสงอาทิตย์นั้น ได้มีการประกาศรายชื่อออกไปแล้ว และเริ่มมีการเซ็นสัญญากันมาตั้งแต่ปี 2565 ก่อนที่พีระพันธุ์จะดำรงตำแหน่ง รมว. พลังงานจึงไม่สามารถที่จะชะลอได้ และกฤษฎีกาเองก็ยืนยันว่าไม่สามารถชะลอได้
ในสัญญาส่วน 2,100 เมกะวัตต์นั้น ถึงแม้ว่าคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) จะประกาศรายชื่อออกไปแล้ว แต่พีระพันธุ์ได้สั่งให้มีการชะลอออกไป ตามคำยืนยันของกฤษฎีกา และยังไม่มีการเซ็นสัญญาใด ๆ ในส่วนนี้
“อันไหนเบรกได้ เบรก อันไหนเบรกไม่ได้ ก็เบรกไม่ได้ กติกามันมีอยู่ และคนตีความคือคณะกรรมการกฤษฎีกา ไม่ใช่รัฐมนตรี” อรรถวิชช์กล่าว และยืนยันว่าการดำเนินการมีความโปร่งใส ชัดเจน
นอกจากนี้ พีระพันธุ์ยังขอให้ กฟผ. ในฐานะผู้ซื้อระบุข้อความกำกับลงในสัญญาว่า ถ้ามีความผิดปกติในเรื่องของการทุจริต หรือการประมูล ก็ให้ยกเลิกสัญญาในทันที “ไม่ต้องรอ 25 ปี ไม่มีสัญญาทาส”
ที่มา: https://www.tiktok.com/@atavit/video/7496865878219164935?_r=1&_t=ZS-8vod82awFfj