พีระพันธุ์อย่าเงียบ แล้วปล่อยกลุ่มทุนสูบเงินประชาชน พรรคประชาชนทวงถาม ‘พีระพันธุ์’ ไหนว่าจะลดค่าไฟ แต่กำลังจะเซ็นสัญญาผูกพันระยะยาวกว่า 25 ปี
พรรคประชาชนโพสต์ข้อความทวงถามสัญญาจากแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ที่เคยให้สัญญาเกี่ยวกับการรับซื้อพลังงานจากภาคเอกชน เมื่อวานนี้ (18 เม.ย. 2568) โดยมีข้อความว่า
“[ นายกฯ-รมว.พลังงาน อย่าเงียบ! เหลือ 1 วันชะลอเซ็นสัญญาซื้อไฟแพง ก่อนกลุ่มทุนสูบเงินประชาชนผ่านบิลค่าไฟอีก 25 ปี ]
(วันนี้) 19 เมษายน จะถึงกำหนดวันที่รัฐบาลนัดเอกชนลงนามสัญญารับซื้อไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนรอบ 5,200 เมกะวัตต์ ซึ่งจะส่งผลให้คนไทยต้องจ่ายค่าไฟแพงกว่าที่ควรเป็นกว่า 1 แสนล้านบาทตลอดระยะเวลา 25 ปี
ศุภโชติ ไชยสัจ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวว่า เหลือเวลาอีกเพียงวันเดียว ยังไม่เห็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานออกมาพูดว่าจะดำเนินการอย่างไร ทั้งที่เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับเงินในกระเป๋าของประชาชน
อย่างที่ตนพูดหลายครั้ง โครงการนี้ที่รัฐกำลังจะลงนามกับเอกชน เป็นโครงการที่กำหนดอัตรารับซื้อสูงกว่าที่ควรจะเป็น คือ 2.2 บาทต่อหน่วย ส่อแววทุจริตอีกหลายประการ ได้แก่ ไม่มีการเปิดประมูลแข่งขันราคา ไม่มีประกาศเกณฑ์คัดเลือก ศาลปกครองเองยังเคยวินิจฉัยว่าโครงการนี้เข้าข่ายส่อไปในทางทุจริต ทั้งหมดนี้ทำให้มองได้ว่าเป็นการล็อกประโยชน์ให้กลุ่มทุนพลังงานบางกลุ่มหรือไม่
.
หากปล่อยให้มีการลงนามสัญญาไปแล้ว การยกเลิกหรือแก้ไขจะเป็นไปได้ยาก เพราะตามระเบียบ นายกรัฐมนตรีในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) สามารถยกเลิกได้เฉพาะก่อนการลงนามสัญญาเท่านั้น ดังนั้นหากปล่อยให้มีการลงนามนี้เกิดขึ้น ข้อตกลงนี้จะกลายเป็นภาระผูกพันระยะยาวที่มีผลต่อเนื่องเป็นระยะเวลากว่า 25 ปี
ขณะนี้เหลือเวลาอีกเพียง 1 วันจะถึงกำหนดลงนามสัญญาครบทุกโครงการ ทั้งที่นายกฯ เคยสัญญากับประชาชนว่าจะลดค่าไฟทันทีเพื่อช่วยลดค่าครองชีพ แต่วันนี้พี่น้องประชาชนไม่เห็นนายกฯ เอ่ยปากถึงเรื่องนี้สักคำ
ส่วน รมว.พลังงาน ที่เคยให้คำมั่นในสภาฯ ว่าหากพบความผิดปกติจากการรับซื้อไฟฟ้า ท่านจะยกเลิกโครงการทันที วันนี้ท่านตรวจสอบไปถึงไหนแล้ว อย่างน้อยในฐานะรองประธาน กพช. ควรชงวาระเข้าที่ประชุมเพื่อออกมติให้ชะลอการเซ็นสัญญาไว้ก่อน แต่จนถึงวินาทีนี้ รัฐมนตรียังไม่ทำ”
—
ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 15 เม.ย. 2568 พรรคประชาชนยังโพสต์ข้อความกล่าวถึงกรณีเดียวกัน โดยระบุว่าเมื่อปลายปีที่แล้ว ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส. บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน และศุภโชติ ได้ตั้งกระทู้ถามถึงเรื่องการรับซื้อไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน 3,600 เมกะวัตต์ ในสภาฯ
ว่าอาจจะมีความไม่โปร่งใสและไม่คุ้มค่า เช่น การไม่เปิดประมูล, การกำหนดราคารับซื้อที่สูง, และการเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนบางราย ซึ่งนายกฯ ไม่มาตอบ และพีระพันธุ์ลงมติให้ กพช. ชะลอการรับซื้อออกไปก่อน
แต่โครงการ 5,200 เมกะวัตต์ กลับเตรียมลงนามสัญญาในวันที่ 19 เม.ย. 2568 ทั้งที่มีปัญหาคล้ายกัน จึงต้องการถาม รมว. พลังงานว่าเหตุใดไม่ชะลอโครงการ 5,200 เมกะวัตต์ และจะแก้ไขสัญญาที่ลงนามไปแล้วอย่างไร
พีระพันธุ์ระบุว่าทั้ง 2 โครงการนี้มีความแตกต่างกัน จะสั่งชะลอเหมือนกันไม่ได้ แต่กล่าวว่าจะดำเนินการตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมายหากพบความผิดปกติ ซึ่งศุภโชติเห็นว่า ทั้ง 2 โครงการนี้มาจากนโยบายเดียวกัน ก็น่าจะดำเนินการชะลอในลักษณะเดียวกันได้ จึงเห็นว่าควรชะลอการลงนามส่วนที่เหลือของโครงการ 5,200 เมกะวัตต์ก่อน และกังวลว่าการตรวจสอบโครงการ 3,600 เมกะวัตต์ อาจไม่พบความผิดทางกฎหมาย
“สรุปตอนนี้…
1 รับซื้อรอบแรก 5,200 เมกะวัตต์ รัฐบาลลงนามไปแล้วบางโครงการ ส่วนที่เหลือได้นัดเอกชนมาลงนามทั้งหมด วันที่ 19 เม.ย. ที่จะถึง
2️ รับซื้อรอบสอง 3,600 เมกะวัตต์ รัฐบาลสั่งชะลอเมื่อปลายปี 2567 ให้เหตุผลว่า “เพื่อดำเนินการตรวจสอบความถูกต้อง” แต่ไม่ได้บอกกรอบเวลาว่าจะชะลอถึงเมื่อไร
ศุภโชติเคยเสนอแล้วว่า นายกฯ รมว.พลังงาน และ กพช. ควรออกมติยกเลิกการรับซื้อครั้งนี้ แล้วเพิ่มโควตา Direct PPA หรือการทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้าโดยตรงระหว่างผู้ใช้ไฟฟ้าหรือโรงงานที่ผลิตสินค้ากับผู้ผลิตไฟฟ้าสะอาดแทน
ประชาชนต้องจับตาใกล้ชิด นายกฯ แพทองธาร ชินวัตร จะแสดงภาวะผู้นำจัดการเรื่องนี้อย่างไร หรือจะปล่อยจอยลอยตัว เพิกเฉยให้นโยบายที่เอื้อประโยชน์กลุ่มทุนสูบเงินจากคนไทยผ่านบิลค่าไฟต่อไปอีกนับสิบปี” พรรคประชาชนระบุ