CIB จับกุม 2 กองร้อยปอยเปต แก๊งคอลเซ็นเตอร์ปลอมตัวเป็นตำรวจหลอกลวงประชาชน เผยมีการใช้ AI ปลอมแปลงใบหน้า ทำให้สืบสวนได้ยาก
ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) เปิดเผยว่า กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.) และเจ้าหน้าที่ชุดจับกุม นำโดย พ.ต.ท.ภัททสักก์ ธนสุกาญจน์ และเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.1 บก.ปอท.
สามารถจับกุม “กองร้อยปอยเปต” แก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่หลอกลวงผู้เสียหายโดยการแต่งกายเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ วิดีโอคอลมาข่มขู่ และส่งเอกสารปลอมเพื่อหลอกให้ผู้เสียหายหลงเชื่อ ก่อนที่จะหลอกให้โอนเงินเพื่อตรวจสอบ ผู้เสียหายหลายรายหลงเชื่อและโอนเงินไป ทำให้เกิดความเสียหายเป็นจำนวนมาก
ซึ่งผู้ต้องหาทั้ง 2 ราย ได้แก่ นายรามิล และนายธนาวุฒิ ถูกตั้งข้อหาว่าร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่น และร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยการแสดงตนเป็นคนอื่น, ร่วมกันโดยหลอกระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือน หรือปลอมไม่ว่าทั้งหมด หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน, สมคบกันโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป เพื่อกระทำความผิดฐานเงินและได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน
จากการสอบสวนพบว่า นายรามิลทำหน้าที่เป็นสาย 1 ในการติดต่อเหยื่อ โดยจะพูดตามสคริปต์ที่บอสชาวจีนและคนคุมงานชาวไทยส่งมาให้ เมื่อเหยื่อหลงเชื่อแล้ว จะส่งต่อไปยังสาย 2 เพื่อดำเนินการต่อ ส่วนนายธนาวุฒิทำหน้าที่เป็นสาย 2 โดยจะแต่งกายเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจและวิดีโอคอลไปหลอกลวงเหยื่อ
ผู้ต้องหาให้การว่า ในขบวนการแก๊งคอลเซ็นเตอร์นี้ จะมีคนไทยและคนจีนทำหน้าที่ควบคุมและคิดสคริปต์ในการหลอกลวง โดยหากไม่ปฏิบัติตามจะถูกทำร้ายร่างกาย และหากหลอกเหยื่อได้สำเร็จก็จะได้รับส่วนแบ่งจากเงินที่หลอกมาได้
ทั้งนี้ นายรามิล ถูกจับกุมได้เมื่อวันที่ 30 ม.ค. 2568 ในบ้านพักของเขาที่จังหวัดสระแก้ว ซึ่งเขารับสารภาพว่าเขาเป็น “สาย 1” ในแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งหมายถึงผู้ที่ติดต่อเหยื่อเป็นคนแรก โดยใช้ข้อมูลที่ได้มาจากระบบ Sim Box และพูดตามบทที่หัวหน้าชาวจีนและคนไทยส่งมาให้ เมื่อเหยื่อหลงเชื่อ นายรามิลจะส่งเหยื่อต่อไปให้ “สาย 2” เพื่อดำเนินการต่อ
ส่วนนายธนาวุฒิ ถูกจับกุมได้เมื่อวันที่ 2 ก.พ. 2568 ในบ้านพักของเขาที่จังหวัดชลบุรี สารภาพว่าเป็นผู้ร่วมขบวนการแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โดยทำหน้าที่เป็น “สาย 2” แต่งกายเป็นตำรวจและวิดีโอคอลหลอกเหยื่อ นอกจากนี้ เขายังยอมรับว่าได้ปลอมตัวเป็นตำรวจและวิดีโอคอลไปหลอกลวงผู้เสียหายอีกหลายราย รวมถึงบุคคลที่มีชื่อเสียงในประเทศไทยด้วย
และเมื่อเหยื่อหลงเชื่อแล้ว จะมีคนร้ายที่เรียกว่า “สาย 3” ทำหน้าที่ปิดดีล หลอกให้เหยื่อโอนเงิน ซึ่งในระหว่างการหลอกลวงจะมีทั้งคนไทยและคนจีน ทำหน้าที่เป็นคนควบคุม และคิดสคริปต์ในการหลอกลวงเหยื่อเพื่อให้เป็นไปตามบทที่วางไว้
โดยหากตนไม่ปฏิบัติตาม หรือต่อต้าน จะถูกทำร้ายร่างกาย และหากตนสามารถหลอกจนเหยื่อหลงเชื่อและโอนเงินมาให้ได้ ตนจะได้รับส่วนแบ่งจากมูลค่าที่หลอกลวงเหยื่อ
พล.ต.ท.จิรภพกล่าวว่า คดีนี้ไม่ถือว่าง่าย เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้เวลาในการสืบสวนกว่าครึ่งปี นับตั้งแต่ที่มีการแจ้งความ เนื่องจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์กลุ่มนี้ใช้ AI ในการแปลงใบหน้าทำให้ยากต่อการสืบสวน แต่เจ้าหน้าที่สืบสวนใช้ความพยายามในการตามสืบจนทราบถึงโครงข่ายของขบวนการกลุ่มนี้
ซึ่งที่ผ่านมามีผู้เสียหายที่มีการแจ้งความเข้ามา 163 ราย และเชื่อว่ามีผู้เสียหายมากกว่านี้ และเจ้าหน้าที่จะดำเนินการขยายผลการสืบสวนเพื่อทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์เหล่านี้ต่อไป
ทั้งนี้ CIB ย้ำเตือนประชาชนว่าขอให้พึงระลึกไว้เสมอว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจจริง จะไม่ทำ 3 สิ่ง ดังนี้
- จะไม่มีการติดต่อทางไลน์ หรือวิดีโอคอล เพื่อสอบปากคำ หรือแจ้งข้อกล่าวหา
- ไม่มีการให้ผู้เสียหายโอนเงิน หรือทรัพย์สิน มาตรวจสอบเพื่อยืนยันความบริสุทธิ์
- ไม่มีการส่งเอกสารราชการทางไลน์ เช่น หมายเรียก หมายจับ
หากประชาชนพบเจอการหลอกลวงรูปแบบต่างๆในลักษณะข้างต้น ที่มีการแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ ให้บันทึกภาพหน้าจอ หรือ อัดวิดีโอ ขณะสนทนา ส่งแจ้งเป็นเบาะแส ได้ทางเฟซบุ๊ก ตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) เพื่อนำไปสู่การสืบสวน และจับกุมกลุ่มขบวนการนี้ต่อไป