ชวนไข แย่ง ‘ประธานสภา’ เหตุเพราะอันดับ 1-2 อยู่ขั้วเดียวกัน ชี้ ประธานสภา ต้องวางตัวเป็นกลาง เลือกปฏิบัติไม่ได้ เพราะมีฝ่ายตรวจสอบ
23 มิ.ย. 66 นายชวน หลีกภัย ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ และอดีตประธานสภา เดินทางมารายงานตัวต่อสภาผู้แทน ฯ และได้ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวในปมความขัดแย้งแย่งชิงตำแหน่งประธานสภา ฯ ระหว่างพรรคก้าวไกล และเพื่อไทยว่า
โดยทั่วไปแล้ว พรรคการเมืองที่ได้รับเสียงข้างมากอันดับ 1 และ 2 เป็นคนละฝ่ายกัน จึงทำให้ไม่มีปัญหาการแย่งชิงตำแหน่งประธานสภา และนายกรัฐมนตรี แต่ในครั้งนี้ พรรคอันดับ 1 และ 2 ร่วมรัฐบาลเดียวกัน เป็นประสบการณ์ใหม่ที่ทั้ง 2 พรรค อาจไม่เคยเจอ แต่สุดท้ายแล้ว ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร
อีกทั้งยังเชื่อว่า ไม่น่าจะทำให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบ เพราะประธานสภาฯ จะต้องทำหน้าที่เป็นกลางตามรัฐธรรมนูญกำหนด
ด้วยประสบการณ์ของ 55 ปี นายชวน ไม่ว่าประธานจะมาจากฝ่ายใดก็จะทำหน้าที่อย่างเป็นกลาง แต่ในอดีตก็เคยมี 1-2 คนที่วางตัวไม่เป็นกลาง เนื่องจากรัฐบาลสั่งให้ทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง แต่ปัจจุบันไม่เคยเห็น โดยเฉพาะการเอากฎหมายของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งขึ้นมาพิจารณาก่อนทำไม่ได้ เว้นแต่จะเป็นมติจากที่ประชุม
หากเปรียบเทียบว่าเมื่อเป็นฝ่ายค้านจึงทำให้เสนอกฎหมายได้ยาก แต่เมื่อเป็นรัฐบาลจะสามารถเสนอกฎหมายได้เป็นร้อยฉบับนั้น สามารถทำได้และสภาจะพิจารณาตามที่รัฐบาลร้องขอ เช่น เป็นเรื่องด่วน ต้องนำมาพิจารณาก่อน จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่กฎหมายของฝ่ายค้านจะช้า แม้แต่กฎหมายการเงินก็เช่นเดียวกัน
ประธานไม่มีสิทธิที่จะสั่งให้พิจารณาหรือรับรองให้ ต้องให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอ โดยไม่มีการเลือกปฏิบัติ เพราะจะมีผู้เชี่ยวชาญคอยพิจารณาอยู่ การเสนอกฎหมายมีกรอบเวลา ประธานจะละเมิดกฎเกณฑ์ไม่ได้ พอมีฝ่ายคอยตรวจสอบอยู่
ในส่วนของอายุของผู้ที่จะดำรงตำแหน่งประธานสภานั้น นายชวนมองว่าไม่ใช่ปัญหาไม่ว่าใครจะเข้ามา ทุกคนก็ต้องช่วยกัน ให้สามารถทำงานต่อไปได้ แต่ที่สำคัญคือต้องรักษาระบบนิติบัญญัติให้มีความเข้มแข็ง เชื่อว่าทุกฝ่ายจะให้ความร่วมมือกัน ไม่ว่าจะเป็นคนรุ่นเก่าหรือคนรุ่นใหม่ก็ตาม
สำหรับการเสนอประธานต่างพรรคเข้ามาเป็นประธานสภา นายชวนอธิบายว่าแล้วแต่ที่ประชุมจะลงความเห็น โดยยกกรณีที่ตนเองได้เป็นประธานสภาสมัยที่แล้วว่า ในเวลานั้น พรรคประชาธิปัตย์มี ส.ส. เป็นอันดับ 4-5 แต่ยังได้เป็นประธานสภา เนื่องด้วยห่างการเลือกตั้งมานาน จึงไม่มีใครมีประสบการณ์ จึงมอบหมายให้ตนเองขึ้นมาทำหน้าที่ โดยไม่กระทบต่อโควตารัฐมนตรีของพรรค
สุดท้าย ไม่ว่าใครจะมาเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎรก็ตาม ทุกคนก็จะช่วยกันสนับสนุนงานของสภาให้เดินหน้าต่อไปได้ภายใต้ระบบประชาธิปไตยของรัฐสภา