จีนควรแสดงบทบาทนำ ปราบกลุ่มก่อการร้ายปากีสถาน เพื่อปกป้องบุคลากรและโครงการของจีนที่ถูกโจมตี
เฟิง จื้อจง (Feng Zhizhong) นักวิจัยจากสถาบันความมั่นคงศึกษา ในสังกัดมหาวิทยาลัยความมั่นคงสาธารณะแห่งประชาชนแห่งประเทศจีน (PPSUC) ซึ่งเป็นสถาบันตำรวจแห่งชาติของจีน เปิดเผยรายงานระบุว่า จีนควรแสดง “บทบาทนำ” ในการปราบปรามการก่อการร้ายในปากีสถาน เพื่อปกป้องบุคลากรและโครงการต่างๆ ของจีนจากการถูกโจมตีเพิ่มเติมโดยเฉพาะอย่างยิ่งในจังหวัดบาโลจิสถาน
จีนได้ลงทุนมหาศาลในปากีสถานโดยเป็นส่วนหนึ่งของโครงการเส้นทางสายไหมแห่งศตวรรษที่ 21 (Belt and Road Initiative: BRI) แต่กลับมีการโจมตีโดยกลุ่มก่อการร้ายที่มุ่งเป้าไปที่พลเมืองจีนและโครงการต่างๆ ของจีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบาลูจิสถาน ซึ่งเป็นที่ตั้งของโครงการ Belt and Road ที่สำคัญหลายแห่ง โดยกองทัพปลดปล่อยบาลูจิสถาน (BLA) กลุ่มแบ่งแยกดินแดนซึ่งกล่าวหาจีนว่าใช้ประโยชน์จากทรัพยากรในท้องถิ่นและส่งเสริมอำนาจให้กับรัฐบาลในอิสลามาบัด เป็นผู้ก่อเหตุการณ์โจมตีหลายครั้ง
“เมื่อเผชิญกับเหตุก่อการร้ายโดยกลุ่ม BLA มากขึ้นเรื่อยๆ จีนควรเปลี่ยนทัศนคติ… และควรค่อยๆ มีบทบาทนำในการต่อต้านการก่อการร้าย” เฟิง ระบุในรายงาน
เฟิง กล่าวว่า จีนควรเสริมสร้างการรวบรวมข่าวกรองและแบ่งปันกับปากีสถาน โดยเสริมว่าการโจมตีนั้น “เกี่ยวข้องโดยตรงกับความล่าช้าในการสร้างศักยภาพในการต่อต้านการก่อการร้ายของจีนในปากีสถาน”
รายงานระบุว่า “ความร่วมมือระหว่างจีนและปากีสถานในด้านสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดน การแบ่งปันข่าวกรอง และความร่วมมือทางกฎหมายซึ่งกันและกันนั้นยังไม่เพียงพอ ยิ่งไปกว่านั้น ความร่วมมือทางกฎหมายในประเด็นอาญาแทบไม่เกี่ยวข้องกับการแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับผู้ก่อการร้ายหรือการส่งผู้ร้ายข้ามแดน”
เฟิง ยังเรียกร้องให้บริษัทรักษาความปลอดภัยเอกชนมีบทบาทมากขึ้น “โดยให้จีนกับปากีสถานร่วมกันจัดตั้งบริษัทรักษาความปลอดภัย หรือจัดตั้งกองกำลังรักษาความปลอดภัย” ทั้งนี้ ที่ผ่านมารัฐบาลจีนได้พยายามผลักดันให้จัดตั้งกองกำลังรักษาความปลอดภัย แต่จนถึงขณะนี้ รัฐบาลปากีสถานกลับไม่มีท่าทีสนใจข้อเสนอดังกล่าว
รายงานของเฟิงถูกเผยแพร่ทางออนไลน์เมื่อวันพุธ (29 ม.ค.) แต่ถูกลบในวันรุ่งขึ้นโดยไม่มีคำอธิบาย
ในรายงานดังกล่าว เฟิงกล่าวเป็นนัยว่าอินเดียและสหรัฐฯ อาจอยู่เบื้องหลังกลุ่ม BLA เพื่อทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างปักกิ่งและอิสลามาบัดสั่นคลอน และเพื่อขัดขวางไม่ให้โครงการระเบียงเศรษฐกิจจีน-ปากีสถานเดินหน้าต่อไป
“สำหรับจีนและปากีสถาน บาโลจิสถานมีมูลค่าเชิงยุทธศาสตร์อย่างมากและมีศักยภาพที่จะกลายเป็นศูนย์กลางการค้าระหว่างประเทศ” เฟิงกล่าว
แม้จะมีข้อกังวลด้านความปลอดภัย แต่เฟิงก็แย้งว่าจีนควรลงทุนในปากีสถานต่อไป โดยให้เหตุผลว่าการพัฒนาเศรษฐกิจและมาตรฐานการครองชีพที่ดีขึ้นอาจช่วยลดการก่อการร้ายในภูมิภาคได้
ทั้งนี้ ปากีสถานเป็นพันธมิตรสำคัญในโครงดารเส้นทางสายไหมแห่งศตวรรษที่ 21 โดยมีโครงการระเบียงเศรษฐกิจจีน-ปากีสถานเป็นโครงการหลัก โครงการดังกล่าวจะเชื่อมโยงจีนกับท่าเรือน้ำลึกกวาดาร์ในมหาสมุทรอินเดีย โดยจีนได้ลงทุนราว 65,000 ล้านดอลลาร์ (2.18 ล้านล้านบาท) ในโครงการเมกะโปรเจ็กต์หลายโครงการ ซึ่งส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในบาโลจิสถาน
(1 ดอลลาร์ = 33.63 บาท)