อิสราเอล-อิหร่าน จะเปิดศึกรบกันโดยตรงหรือไม่ ‘รศ.ดร. ปณิธาน’ เผยสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง
รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร นักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคง ให้สัมภาษณ์ในรายการ Deep Talk เมื่อวันที่ 30 ก.ย. 2567 กล่าวถึงสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ภายหลังจากที่อิสราเอลทำการทิ้งระเบิดลอบสังหารผู้นำกลุ่มฮิซบุลลอฮ์ และเริ่มเปิดฉากการโจมตีภาคพื้นดินในพื้นที่ทางตอนใต้ของเลบานอน ซึ่งเป็นฐานปฏิบัติการของฮิซบุลลอฮ์อย่างต่อเนื่อง
สร้างความกังวลว่าสถานการณ์นั้นจะยืดเยื้อและรุนแรงมากขึ้น จนเลบานอนอาจจะกลายเป็นฉนวนกาซ่าแห่งที่ 2 และในขณะเดียวกันอิสราเอลเข้าโจมตีท่าเรือในเยเมน เพื่อโจมตีกลุ่มฮูตี จนทำให้มีความสุ่มเสี่ยงที่จะเกิดสงครามใหญ่
รศ.ดร.ปณิธานกล่าวว่าสถานการณ์ในตะวันออกกลางนั้นจะเป็นไปตามโครงสร้างของความขัดแย้งเดิม (Existing Structure of Conflict) ซึ่งถ้าได้ฟังสุนทรพจน์ของสมเด็จพระราชาธิบดีอับดุลลอฮ์ที่ 2 แห่งจอร์แดน ที่ทรงมีพระราชดำรัสในสหประชาชาติ เทียบกับนายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล บนเวทีเดียวกัน
จะเห็นได้ว่าทั้ง 2 นั้นเหมือนอยู่กันคนละโลก คนละขั้วกัน ซึ่งโครงสร้างความขัดแย้งนั้นได้ถูกสะท้อนออกมาจากสุนทรพจน์ของทั้ง 2 มองโลกกันคนละจุดยืน เหมือนขาวและดำ
ทางฝั่งจอร์แดนซึ่งเป็นตัวแทนของปาเลสไตน์ เป็นตัวแทนของชาติอาหรับที่ไม่พอใจการตั้งรกรากของอิสราเอล มองว่า (อิสราเอลนั้น) ป่าเถื่อนรุนแรงไปไกลแล้ว และจะต้องมีการจัดการกับอิสราเอลในเรื่องของการละเมิดสิทธิมนุษยชน ซึ่งก็มีหลายคนเห็นใจปาเลสไตน์ เห็นใจพลเรือน เห็นใจผู้หญิง เห็นใจเด็ก และต้องการให้อิสราเอลหยุดการกระทำอันป่าเถื่อน
ในขณะที่นายเนทันยาฮูกล่าวว่า ตั้งแต่ 40 ปี ที่เขามายืนอยู่ตรงนี้ ตั้งแต่ปี 2527 เขาพูดเหมือนเดิมว่าทุกชาติต้องการกำจัดอิสราเอลออกจากแผนที่โลก ต้องการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว และฮามาสก็เหมือนนาซีเยอรมนีที่เข้าไปฆ่าคนเป็นพัน ซึ่งรวมถึงคนไทยด้วย อิสราเอลจะไม่ขอกลับไปคุยกับ (คนที่เหมือน) นาซีเยอรมันก็คงไม่ใช่ และอิสราเอลจะจัดการกับคนเหล่านี้ให้ถึงที่สุด
ว่ากันว่าเพียงไม่กี่นาทีก่อนที่นายเนทันยาฮูจะขึ้นพูด ก็เริ่มปฏิบัติการลอบสังหารผู้นำฮิซบุลลอฮ์แล้ว การติดตามความเคลื่อนไหวของผู้นำฮิซบุลลอฮ์นั้น ทำมาแล้วหลายเดือน ทั้งทางบกและทางอากาศ มีสายลับของฮิซบุลลอฮ์ถูกลอบสังหาร ทำให้เกิดช่องโหว่ที่ทำให้อิสราเอลจับทางได้
มีการฝังชิประบุตำแหน่งในอุปกรณ์หลายอย่าง ซึ่งรวมถึงเพจเจอร์ (ในเหตุการณ์เพจเจอร์ระเบิดในเลบานอน เมื่อวันที่ 17 ก.ย. ที่ผ่านมา) ด้วย ซึ่งเหตุการณ์นี้ทำให้อิสราเอลมีความมั่นใจ ในขณะที่ทางฮิซบุลลอฮ์ก็รู้สึกระแคะระคายว่ากำลังตกเป็นเป้า และพยายามแก้สถานการณ์
สำหรับปฎิบัติการลอบสังหารผู้นำฮิซบุลลอฮ์ในครั้งนี้นั้น คณะรัฐมนตรีอิสราเอลประชุมกันช่วงวันที่ 23 – 24 ก.ย. ว่าจะอนุมัติให้มีการลอบสังหารหรือไม่ มาตัดสินใจได้ในวันที่ 25 ก.ย. วันที่ 26 ก.ย. นายเนทันยาฮู เดินทางไปสหประชาชาติ วันที่ 27 ก.ย. ก่อนขึ้นพูดในสหประชาชาติ ก็ไฟเขียว
ว่ากันว่าสหรัฐเองก็เพิ่งทราบในตอนที่เครื่องบิน F-15 (เครื่องบินลำที่ใช้ในการทิ้งระเบิดลอบสังหาร) ขึ้นบินไปแล้ว ซึ่งก็ไม่ทราบว่าจริงหรือไม่ เพราะสหรัฐเองก็รับทราบอะไรหลายต่อหลายอย่างมาตั้งแต่ต้น
ฉะนั้นโครงสร้างความขัดแย้งตรงนี้ก็คงจะเปลี่ยนแปลงไม่ได้ อิสราเอลมองว่าฮิซบุลลอฮ์เป็นภัย ต้องผลักดันให้ถอยร่นออกมาจากทางตอนเหนือแล้วเอาคนยิวกลับเข้าไปใหม่ ซึ่งในขณะนี้มีการผลักดันคนยิวเข้าไปแล้วหลายหมื่นคน และในเวลานี้นั้น มีสมรภูมิแล้ว 3 สมรภูมิ และมีหลายคนมองว่ามีสมรภูมิเกิดขึ้นแล้วหลายแห่ง
ทั้งนี้ ในชานเมืองเบรุตในตอนใต้ของเลบานอน ในวันที่ผู้นำฮิซบุลลอฮ์เสียชีวิตนั้น ผู้นำกองกำลังทางตอนใต้นั้นก็เสียชีวิตไปด้วย 20 กว่าคน ใน 6 ตึกที่ถูกถล่ม ระเบิดที่ใช้มี 80-90 ลูก แต่ละลูกหนักหลายพันกิโลกรัม ซึ่งนี่ถือเป็นสมรภูมิแรก เพื่อการผลักดันให้กลุ่มฮิซบุลลอฮ์ถอยออกไปจากทางตอนใต้
ในสมรภูมิที่ 2 คือทางตอนเหนือของฉนวนกาซ่า ซึ่งมีการสู้รบกันอยู่มีการยิงถล่มด้วยระเบิดอย่างหนัก และสมรภูมิที่ 3 อยู่ที่เยเมนซึ่งเป็นฐานปล่อยขีปนาวุธของกลุ่มฮูตี เนื่องจากว่ากลุ่มฮูตีบอกว่าจะยิงขีปนาวุธใส่ท่าอากาศยานนานาชาติเบนกูเรียน (ท่าอากาศยานนานาชาติหลักของอิสราเอล) อิสรเอลจึงชิงลงมือถล่มฐานยิงขีปนาวุธก่อน
ใน 3 สมรภูมินี้นั้นทุกฝ่ายเกรงว่าจะบานปลายกลายเป็นสงครามใหญ่ระดับภูมิภาค ซึ่งสหรัฐเองสั่งให้กองทัพเตรียมพร้อมและจะมีการเสริมกำลังเข้าไป ฝ่าย รมต. ต่างประเทศของฝรั่งเศสรับเดินทางไปกรุงเบรุต เพื่อที่จะห้าม/สงบศึก คาดว่าฝรั่งเศสก็คงมีส่วนได้เสียเยอะ และพยายามผลักดันให้มีการลดความตึงเครียดลง
ฉะนั้นเป็นไปตามโครงสร้างของความขัดแย้งของสองฝ่ายที่ไม่ยอมกันเป็น ไปตามโอกาสของอิสราเอลที่มองว่าช่วงนี้นาทีทอง ช่วงนี้ขวัญให้กําลังใจของฮิซบุลลอฮ์กำลังถอย ระส่ำระสาย สั่งบัญชาการรบไม่ค่อยได้เพราะว่ากลัวว่าจะโดนระเบิดเพจเจอร์ ระเบิดวอล์คกี้ทอคกี้ ระเบิดมือถืออีก
อีกทั้งผู้นำกองกำลังส่วนกลาง และส่วนใต้เสียชีวิตเกือบหมด เกือบ 20 คน ส่วนก่อนหน้านี้เป็นผู้นำทางการเมือง และผูนำทางทหาร เพราะฉะนั้นถ้าไม่ตีเหล็กตอนร้อนก็จะยากแล้ว
สถานการณ์ทางการเมืองของอิสราเอล คะแนนการเมืองหลั่งไหลเข้ามาหานายเนทันยาฮู ฝ่ายต่อต้านก็เบาเสียงลงไปมาก พอใจกันพอสมควร ทำให้นายเนทันยาฮูมีโอกาสพักหายใจในทางการเมืองภายใน และที่สำคัญคือประธานาธิบดีโจ ไบเดนของสหรัฐนั้น ดูจะให้การสนับสนุนพอสมควร ถือเป็นผลงานโบว์แดงชิ้นสุดท้ายของสหรัฐ
เมื่อวันที่ 29 ก.ย. มีคนไปถามนายไบเดนว่าจะกระจายหรือไม่ ซึ่งนายไบเดนตอบว่าไม่กระจายหรอก เขาจะคุมเอาไว้ไม่ให้มันกระจายด้วยการป้อมปราม เอากำลังไปสกัดไว้ เพื่อที่จะได้เป็นผลงานชิ้นโบว์แดง ก่อนที่จะลงจากตำแหน่งประธานาธิบดี
สำหรับประเทศไทยนั้นจะต้องเป็นกังวล เพราะว่าฮิซบุลลอฮ์นั้นเคยเข้ามาเคลื่อนไหวในเมืองไทย ในวันวาเลนไทน์ ปี 2555 ได้มีการก่อเหตุระเบิดเพื่อลอบสังหารทูตอิสราเอล แต่พลาด โดยผู้ก่อการทำทีว่าเป็นนักท่องเที่ยว
กองกำลังเหล่านี้กระจัดกระจายอยู่ในหลายประเทศรวมทั้งในประเทศไทย หากได้รับสัญญาณมาก็จะเข้าโจมตีอิสราเอลเลย ทำให้หลายประเทศยกระดับการป้องกันเฝ้าระวังกันเต็มไปหมด ปั่นป่วนกันไปหมดในช่วงนี้ ทั้งนี้ต้องเฝ้าระวังอย่าให้มันเกิดเหตุร้ายมากไปกว่านี้ สุดท้ายแล้วก็คงต้องหาทางเจรจายุติหรือพักรบชั่วคราว ซึ่งก็ทำคู่ขนานกันไป
สหรัฐนั้น เดิน 2 ขา ขาหนึ่งส่งคนไปเจรจาหาทางสงบศึกชั่วคราว ผลักดันจอร์แดน, อียิปต์ และซาอุดีอาระเบีย เดินคู่ขนานกันไป ซึ่งในทางการทูตนั้น มีการเดินกันหลายกระดาน หลายเวที หลายตำราพร้อมกันไปเลย ไม่มีตำราใดตำราหนึ่ง ตนเองอ่านตำรามา 30 ปี ยังพลิกไม่ทันเลย ซึ่งเรื่องนี้นั้นเป็นเรื่องที่ลึกจริง ๆ แต่ถ้าไม่ทำตอนนี้ แล้วจะทำตอนไหน?
เวลานี้นาทีทองของอิสราเอลได้มาถึงแล้ว แต่ปัญหาคือโครงสร้างความขัดแย้งแบบนี้นั้น ไม่สามารถควบคุมได้ และบีบบังคับให้อิหร่านต้องออกมามากกว่านี้ ทั้ง ๆ ที่อิหร่านเองก็ไม่เต็มใจ ในขณะที่ฮิซบุลลอฮ์เองก็มีการตั้งรับอิสราเอลอย่างดี ตั้งท่าคอยอิสราเอลบุกเข้ามาอยู่
เนื่องจากอิสราเอลพ่ายแพ้ต่อฮิซบุลลอฮ์นอนมาแล้ว 2 รอบ ปี 2543 อิสราเอลก็แพ้ในเลบานอนมาแล้วรอบหนึ่ง จนต้องหนีกลับบ้าน 18 ปีที่ฮิซบุลลอฮ์เข้าไปยึดครองเลบานอน ในปี 2549 ฮิซบุลลอฮ์รวมกำลังกันร่นถอยออกมาได้ 34 วัน
ก่อนหน้าที่อิสราเอลจะลอบสังหารผู้นำฮิซบุลลอฮ์ด้วยขีปนาวุธในครั้งนี้ ผู้นำฮิซบุลลอฮ์คนก่อนก้เสียชีวิตจากการลอบสังหารด้วยขีปนาวุธด้วยเช่นกัน 18 ปีที่ฮิซบุลลอฮ์วางแผนการตั้งรับ ขุดหลุม วางแผนเตรียมการทำสงครามกองโจร
เพียงแต่เตรียมการผิดไปนิดหน่อย เพราะถูกอิสราเอลใช้สงครามอวกาศ สงครามทางอากาศ สงครามเพจเจอร์ จนทำให้ฮิซบุลลอฮ์ล่าถอยไปไม่เป็นขบวน แต่เมื่อไรก็ตามที่อิสราเอลเข้าไปก็จะถูกกับดัก แต่ว่าสหรัฐเชื่อว่าอิสราเอลจะส่งกองกำลังแบบจำกัดเข้าไป เหมือนกับที่ส่งเข้าไปในฉนวนกาซ่า ซึ่งในเวลานี้เปิดพื้นที่เข้าไปวางแนวป้องกันหรือแนวต้านใหม่ให้สูงขึ้น เพื่อให้ชาวยิวสามารถอพยพขึ้นไปทางตอนเหนือได้อย่างปลอดภัยมากขึ้น
การตั้งรกรากของชาวยิวนั้นเป็นปัญหามาโดยตลอด เป็นปัญหาโครงสร้างเดิม ที่ทำให้ชาวปาเลสไตน์รู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม และถูกแย่งดินแดน ซึ่งในขณะที่ยังเจรจาตั้งรัฐคู่ขนานกันไม่ได้ ชาวยิวก็เข้าไปตั้งรกรากกันเต็มไปหมด ซึ่งกลายมาเป็นปัญหาที่ยังแก้ไขไม่ได้
“สรุปสั้น ๆ นะครับว่าการทำลายทั้งหลายเนี่ยก็อยู่บนโครงสร้างเดิม ความขัดแย้งเดิม (มาหลาย) ชั่วอายุคน แล้วก็พฤติกรรมที่ก้าวร้าวของทั้งสองฝ่าย อันนี้พูดด้วยความเป็นกลางนะครับเราก็มองทั้งสองฝ่าย” รศ.ดร. ปณิธานกล่าว
รศ.ดร. ปณิธานกล่าวว่าการที่ฮามาสใช้กำลังบุกอิสราเอล เข่นฆ่าผู้คนไปพันกว่าคน เมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2566 ทำให้อิสราเอลสบช่อง ดจมตีกลับจนมีคนตายไปอีกหลายหมื่น ซึ่งสิ่งที่จะแก้ไขได้นั้น คือความตั้งใจทางการเมือง (Political View)
ซึ่งตนเองรู้สึกผิดหวังกับพระราชดำรัสของสมเด็จพระราชาธิบดีอับดุลลอฮ์ที่ 2 แห่งจอร์แดนมาก เนื่องจากพระองค์ทรงโจมตีอิสราเอลแบบสุดโต่ง จนไม่เหลือพื้นที่ให้เจรจา ทำให้อิสราเอลหันหลังให้ ทั้ง ๆ ที่จอร์แดนนั้นเป็นกุญแจสำคัญของสันติภาพ แต่ตนเองคาดว่าน่าจะเป็นเพราะแรงกดดันจากชาติอาหรับ ที่มองว่ามันไม่เป็นธรรมกับปาเลสไตน์จริง มีพลเรือน ผู้หญิงและเด็กเสียชีวิตจำนวนมาก
เข้ามากดดันให้พระองค์ตรัสเช่นนั้นออกไป และเลยไปไกลพอสมควร แต่ทั้งนี้ก็ถือว่าเป็นสุนทรพจน์ที่ดีและกินใจสุนทรพจน์หนึ่ง จากประสบการณ์ของตนเองที่เคยเขียนร่างสุนทรพจน์ให้แก่นายกรัฐมนตรีท่านหนึ่งมากว่า 300 สุนทรพจน์
ส่วนสุนทรพจน์ของนายเนทันยาฮูนั้นก็ไม่เบาเช่นกัน มาเพื่อต่อสู้อย่างเต็มที่โดยบอกว่ามาเพื่อให้ความจริงปรากฏ ทำให้มีทั้งเสียงปรบมือชื่นชม และถูกโห่ฮาในเวทีสหประชาชาติ ดราม่ากันสุด ๆ ทำให้เวทีสหประชาชาติแตกเป็นเสียง ๆ ทำให้ฝ่ายที่เป็นกลาง ๆ และเคยลงมติสนับสนุนรัฐปาเลสไตน์ใจหายใจคว่ำว่าจะไปรอดหรือไม่
รศ.ดร. ปณิธานกล่าวถึงประสบการณ์บนเวทีสหประชาชาติในอดีต ซึ่งนายมูอัมมาร์ กัดดาฟี อดีตผู้นำลิเบียได้รับโอกาสในการขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ 20 นาที แต่นายกัดดาฟีกล่าวตำหนิสหรัฐไปถึง 2 ชั่วโมง สร้างเสียงฮือฮาได้อย่างมาก แต่สุดท้ายก็ถูกสหรัฐกำจัดออกไปอยู่ดี
เวทีสหประชาชาตินี้ถือว่าเป็นเวทีของคนยากคนจน ที่มีประเทศกำลังพัฒนารวมกันอยู่เป็นจำนวนมาก และนายกัดดาฟี่ก็ได้ใจคนไปกว่าครึ่ง
เมื่อถามถึงการที่กลุ่มฮิซบุลลอฮ์ถูกโจมตีอย่างหนักในช่วงที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นเหตุระเบิดเพจเจอร์ และการลอบสังหารผู้นำนั้น ถือว่าฮิซบุลลอฮ์ล้มเหลวหรือไม่ และจะมีท่าทีอย่างไรต่อไป รศ.ดร. ปณิธานกล่าวว่าเป็นเพียงการเพลี่ยงพล้ำแต่ไม่ถือว่าล้มเหลวมากกว่า และกลุ่มฮามาสก็ยังไม่ถึงขั้นล้มเหลว
เพราะว่ายังสามารถออกมาจากอุโมงค์ได้ และยังคงจับตัวประกันเอาไว้อยู่ ถ้าล้มเหลวก็คงจะปล่อยตัวประกันออกมาหมดแล้ว แต่ฮามาสยังคงใช้ตัวประกันเป็นเกราะกำบัง และยังสามารถออกมาจากอุโมงค์เพื่อไล่ยิงโจมตีอิสราเอลได้เป็นช่วง ๆ ทั้ง ๆ ที่ถูกถล่มจนแทบไม่เหลือที่ยืนพื้นดิน จนต้องเข้าไปอยู่ใต้ดิน
แต่ทั้งนี้ตนเองก็คิดว่าฮิซบุลลอฮ์เองก็เพลี่ยงพล้ำและประมาทหลายเรื่อง เรื่องแรกก็คือกรุงเบรุต ในเลบานอนนั้นเป็นเมืองเปิด เป็นเมืองนานาชาติคล้ายๆ กับประเทศไทย ที่ใคร ๆ ก็มาได้ มีทูตานุทูต นักการค้าเต็มไปหมด และชาวเมืองเบรุต ชาวเลบานอนก็ภูมิใจว่าเป็นเมืองท่องเที่ยว เมืองบริการ เมืองการเงินที่ถูกสร้างขึ้นมาจากซากปรักหักพังในสงครามกลางเมืองเมื่อหลายสิบปีก่อน
เมืองเปิด ในอีกด้านหนึ่งนั้น คือเมืองที่มีการทำจารกรรมมากที่สุด มีสายลับหลายหน้า และมีการแทรกซึม ซึ่งทำให้หลาย ๆ ชาติรวมทั้งอิสราเอล สามารถแทรกซึมเข้าไปวางคนของตนเองเอาไว้ตามสถานที่ต่าง ๆ ซึ่งนี่เป็นจุดที่ฮิซบุลลอฮ์อาจจะประมาทไปหน่อย ที่ปล่อยให้มีการก่อการที่ถึงขั้นวางระเบิดในห้องนอน ในตึกที่อยู่อาศัยได้
ซึ่งเรื่องนี้ฝ่ายความมั่นคงของอิสราเอลออกมาพูดเองว่าได้เห็นเป้าหมายเป็นผู้นำฮิซบุลลอฮ์ไว้หลายคน ซึ่งรวมถึงผู้นำสูงสุดด้วย ดังนั้นฮิซบุลลอฮ์จึงต้องปรับแผนการรับมือกับการถูกแทรกซึมเข้ามา
ส่วนที่ 2 คือกลุ่มฮิซบุลลอฮ์นั้นเป็นกลุ่มการเมืองที่มีการเลือกตั้ง และมีนักการเมืองหลายสิบคน จึงต้องอยู่ในเมืองหลวง แต่นี่ทำให้ฮิซบุลลอฮ์มีปัญหา ซึ่งอาจจะต้องมีการแยกส่วนกองกำลังออกไปที่อื่น ซึ่งยังมองไม่ออกว่าจะย้ายไปตรงไหน หรืออาจจะย้ายขึ้นไปทางตอนเหนือ เนื่องจากอิสราเอลได้รุกคืบเข้ามาทางตอนใต้ จะวางกองกำลังเผชิญหน้ากับอิสราเอลหรือไม่ ก็ต้องตัดสินใจให้ดี เพราะถ้าไม่ทำเช่นนั้น กำลังคนก็จะหายไปมาก
ส่วนที่ 3 คือการฟื้นฟูกำลังใจ เรื่องการข่าวและเรื่องคน แต่ดูแล้วกลุ่มฮิซบุลลอฮ์มิได้เสียขวัญมาก คนพวกนี้เกิดมาเพื่อสู้รบ แต่ทั้งนี้ยุทธศาสตร์ของฮิซบุลลอฮ์นั้นคงจะต้องเปลี่ยน
ส่วนอิหร่านนั้นคงจะต้องตั้งหลักใหม่ว่าจะเอาอย่างไร เพราะว่าถูกเล่นงานไปหลายรอบ ซึ่งในเวลานี้ดูเหมือนว่าอิหร่านจะไม่สามารถปกป้องพันธมิตรอย่างฮิซบุลลอฮ์, ฮามาส และฮูตีไม่ค่อยได้ และมีปัญหาหลายอย่าง นอกจากนี้อิหร่านเองก็มีปัญหาภายในหลายอย่าง ซึ่งรวมถึงเรื่องการเมืองภายใน ที่บีบบังคับให้อิหร่านต้องปรับตัว
สำหรับประเทศไทยนั้น ก็ต้องเฝ้าระวังป้องกัน ในขณะที่ในทางการทูตก็ต้องมีการปรับสมดุลใหม่ ถ้าเราเข้าไปอยู่ในอิสราเอลมากเกินไป ทำมาค้าคล่องก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี แต่กับฝ่ายปาเลสไตน์นั้น ไทยเราควรจะเข้าไปช่วยฟื้นฟูฉนวนกาซ่าหรือไม่ มีเม็ดเงินมหาศาลรออยู่
อีกทั้งกองทัพไทยเองก็มีศักยภาพในการฟื้นฟู เคยมีผลงานฟื้นฟูพัฒนา ทั้งในติมอร์ตะวันออก และในซูดาน ซึ่งในครั้งนั้นมาเลเซียและอินโดนีเซียได้เสนอตัวแล้ว แต่สหประชาชาติเจาะจงว่าต้องเป็นประเทศไทย ขอให้ประเทศไทยเข้าไปช่วยฟื้นฟู และในครั้งนี้ไทยก็ควรจะเข้าไปช่วยฟื้นฟูปาเลสไตน์ด้วยเช่นกัน
เมื่อถามว่าเลบานอนจะกลายเป็นฉนวนกาซ่าแห่งที่ 2 หรือไม่ รศ.ดร. ปณิธานกล่าวว่า อิสราเอลมีการเตรียมการเอาไว้แล้ว และมีการเคลื่อนย้ายกำลัง (Mobilization) เอาไว้แล้ว โดยมีการเคลื่อนกำลังขนาดเล็ก
ซึ่งเมื่อวันที่ 28 ก.ย. 2567 สหรัฐน่าจะอดทนไม่ไหว หรืออาจจะหมั่นไส้ที่ไม่แจ้งล่วงหน้านาน จึงไปปล่อยข่าวว่าอิสราเอลคงจะใช้กองกำลังขนาดเล็กในการรักษาพื้นที่ชายแดน (Secure Border) เพื่อทำให้ชายแดนสะอาด (clean border)
และภายหลังจากที่มีกาปล่อยข่าวออกไป ทำให้ชาวอิสราเอลพอใจกันมาก เพราะว่าถ้าพรมแดนสะอาดปลอดภัย และสามารถเข้าไปอยู่อาศัยได้ ก็จะทำให้รู้สึกเหมือนได้รับชัยชนะ ค่อย ๆ รุกคืบที่ละนิด ๆ ได้ดินแดนปาเลสไตน์มาก็พอใจ ซึ่งทางฝ่ายปาเลสไตน์ก็ต้องมีการเจรจาเช่นกัน เนื่องจากว่าในอดีตดินแดนปาเลสไตน์เคยมีการเปลี่ยนมือมาหลายกลุ่มมาตลอดหลายพันปี จนไม่ทราบว่าจะเริ่มต้นที่ตรงไหน คุยกันวนไปวนมาจนในที่สุดก็ตกลงแบ่งครึ่ง เยรูซาเล็มก็จะถูกแบ่งครึ่ง ซึ่งก็ไม่ทราบว่าจะแบ่งได้จริงหรือไม่ แต่ถ้าแบ่งได้จริงก็ดี
(กรุงเยรูซาเล็มนั้น ทั้งฝ่ายปาเลสไตน์และอิสราเอลต่างก็อ้างกรรมสิทธิ์เหนือดินแดนนี้ แต่ในปัจจุบันอยู่ภายใต้การปกครองของอิสราเอล)
อย่างไรก็ดี ต่อไปอิสราเอลจะเล็งเป้าหมายไปยังอิหร่าน ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องใหญ่มาก ซึ่งมีการคาดการณ์กันว่าอีกไม่นานอิหร่านจะติดอาวุธนิวเคลียร์ ซึ่งจะทำให้โจมตีได้ยาก แต่ช่วงนี้ถือเป็นนาทีทองของอิสราเอล ซึ่งมีข่าวว่าอิสราเอลลอบสังหารนักวิทยาศาสตร์อิหร่านไปหลายคน
เมื่อวันที่ 27 ก.ย. 2567 บนเวทีสหประชาชาติ นายเนทันยาฮูพูดเองว่าอิหร่านชะลอโครงการนิวเคลียร์แล้ว แต่ไม่ได้ยอมรับว่ามีการลอบสังหาร แต่ถ้าหากอิหร่านติดอาวุธนิวเคลียร์ได้จริง ก็จะเป็นเหมือนเกาหลีเหนือ ที่ไม่มีใครอยากเข้าไปยุ่งด้วย
ดังนั้น ช่วงนี้คือนาทีทองช่วงสุดท้ายของอิสราเอล ซึ่งทางสหรัฐเองก็น่าจะให้ไฟเขียวมาแล้ว เพราะนายไบเดน ไม่คิดจะลงเลือกตั้งแล้ว ก็คงจะปล่อยของออกมา ให้การสนับสนุนอิสราเอล อีกทั้งยังส่งกำลังของตัวเองเข้าไปด้วย มีความพร้อมที่จะเข้าทำการรบ อีกทั้งถ้าสหรัฐมีความเข้มแข็ง ก็จะได้รับคะแนนเสียงอย่างมาก
โครงสร้างความขัดแย้งในตะวันออกกลางนี้ ถือว่าน่ากังวลและน่าปวดหัว มันเดินไปได้ด้วยตัวของมันเอง มีชีวิตของมันเอง ห้ามมันไม่ได้ คนที่ไปห้ามบางทีก็ตายระเนระนาด อย่างเช่นอันวัร อัสซาดาต อดีตประธานาธิบดีอียิปต์ ซึ่งคาดหวังว่าคนที่รักสันติจะส่งเสียงดังมากกว่านี้ และต่อต้านมากกว่านี้
(นายอันวัร อัสซาดาต ได้ลงนามในสนธิสัญญาสันติภาพกับอิสราเอลในปี 2521 ซึ่งนี่เป็นหนึ่งในมูลเหตุที่ทำให้เขาถูกลอบสังหารด้วยอาวุธสงครามกลางกรุงไคโร จนเสียชีวิตในปี 2524)
เมื่อถามว่าอิสราเอลจะเปิดฉากโจมตีอิหร่านหรือไม่ รศ. ดร. ปณิธานกล่าวว่าฝ่ายอิสราเอลน่าจะมองว่าอาจจะต้องทำอะไรกับอิหร่านมากกว่านี้ เพราะว่าอิหร่านเองก็บอบช้ำอยู่หลายเรื่อง นักการทูตของตัวเองก็โดนเข้าไปด้วย ฝ่ายการเมืองเองก็ยังตั้งหลักไม่ค่อยได้ ปัญหาภายในก็มาก
และที่สำคัญคือไม่อยากเปิดศึกกับซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเป็นพันธมิตรกับสหรัฐ คืนดีกับอิสราเอลแล้ว และกำลังทะยานขึ้นมาเป็นมหาอำนาจแข่งกับอิหร่าน ซึ่งถ้าอิหร่านพลาดท่าไป ซาอุดีอาระเบียอาจจะแซงหน้าขึ้นมาเป็นมหาอำนาจอันดับ 1 (ของภูมิภาค)
ซึ่งผู้นำซาอุฯ รุ่นใหม่นั้นมีความทันสมัย และเอาจริงเอาจังพอสมควร ยังมาปรับความสัมพันธ์กับไทย บอกว่าเรื่องร้าย ๆ ในอดีตเมื่อ 30 ปีก่อนนั้น ลืมไปหมดแล้ว เราดีกันแล้ว
(ช่วงปี 2533 – 2534 นักการทูตชาวซาอุฯ ถูกสังหารในประเทศไทย 4 ราย และมีนักธุรกิจชาวซาอุฯ ถูกอุ้มหายไปอีก 1 คน ซึ่งทางการไทยไม่สามารถตามสืบคดีได้ จนเป็นเหตุให้ซาอุฯ ตัดสัมพันธ์ทางการทูตกับไทยไปกว่า 30 ปี จนกระทั่งปี 2565 ที่ทั้ง 2 ประเทศหันกลับมาฟื้นฟูความสัมพันธ์กันในรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา)
ซึ่งเรื่องนี้ทำให้อิหร่านกลัวซาอุฯ กลัวว่าซาอุฯ จะปล่อยของใหม่ ๆ ออกมา พัฒนาประเทศให้มีความทันสมัย ผ่อนคลายหลักศาสนาที่จำกัดสิทธิของผู้หญิง ทำให้อิหร่านที่มองว่าตัวเองนั้นยังโบราณมาก อนุรักษ์มาก ถ้าอิหร่านจะขึ้นเป็นผู้นำในโลกอาหรับ โลกตะวันออกกลาง ก็ต้องปรับตัว ซึ่งนี้ทำให้อิหร่านไม่ค่อยกล้าที่จะโจมตีอิสราเอลมากนัก
แต่ตนเองคิดว่าจะอย่างไร ถ้าหากอิหร่านโดนเข้าไปหลายหมัด ถูกกดดันจนหลังชนฝา เขาก็ต้องออกมาสู้ และตนเองคิดว่าการต่อสู้ของอิหร่านนั้นก็ไม่เบา ซึ่งอิหร่านเคยแสดงให้เห็นในสงครามอิหร่าน-อิรักมาแล้ว
(สงครามระหว่างอิหร่านและอิรัก เกิดขึ้นระหว่างปี 2523 – 2531 ซึ่งอิรักอาศัยโอกาสที่อิหร่านกำลังวุ่นวายเข้าโจมตีอิหร่านโดยไม่ประกาศก่อน แต่อิหร่านกลับสามารถตอบโต้กลับได้ และรุกคืบเข้าไปแย่งชิงดินแดนของอิรักได้ด้วย)
อีกทั้งอิหร่านนั้นมีกองกำลังหลายกองกำลัง ที่แยกเป็นอิสระจากกัน จึงมีความยืดหยุ่นหลายรูปแบบ อีกทั้งยังมีทรัพยากรและน้ำมันมาก อีกทั้งยังมีความสนิทสนมกับจีน จนชาติเล็ก ๆ อย่างอิสราเอลจะสามารถเข้าโจมตีอิหร่านได้โดยง่าย
(อิสราเอลมีประชากรประมาณ 9.9 ล้านคน และมีพื้นที่ประมาณ 2 หมื่นตารางกิโลเมตร ในขณะที่อิหร่านมีประชากรประมาณ 89.8 ล้านคน และมีพื้นที่ประมาณ 1.6 ล้านตารางกิโลเมตร ดังนั้นอิสราเอลจึงถือว่าเป็นประเทศที่มีขนาดเล็กมากเมื่อเทียบกับอิหร่าน ทั้งในแง่ของประชากร และพื้นที่)
นอกจากนี้ในหน้าประวัติศาสตร์ของอิหร่านนั้น เคยเป็นจักรวรรดิเปอร์เซีย ที่เคยรุ่งเรืองมาก่อน อีกทั้งยังเคยเข้ามาติดต่อกับอาณาจักรอยุธยามาก่อนด้วย ดังนั้นตนเองคิดว่าหากอิสราเอลทำอะไรเลยเถิดไป ก็จะมีปัญหาได้เช่นกัน ซึ่งสหรัฐเองก็รู้ถึงประวัติศาสตร์ตรงนี้ดี
ทั้งนี้ตนเองเห็นว่าหลังจากที่อิสราเอลสามารถทำความสะอาดชายแดนได้ ก็ควรจะต้องหยุดลงเสียที แต่ในขณะเดียวกันฮามาสเองก็ต้องเปลี่ยน ทำเช่นนี้ไม่ได้ อันตรายมากที่อยู่ดี ๆ ก็เข้าโจมตีเขา แต่ความจริงแล้วความขัดแย้งในครั้งนี้นั้นเข้าข่ายสงครามระหว่างประเทศแล้ว เนื่องจากว่ามีการเคลื่อนกำลังของต่างชาติข้ามพรมแดนเข้ามา และมีคนตายพันคน ซึ่งตรงกับคำจำกัดความของสงครามระหว่างประเทศแล้วเพียงแต่ว่าฮามาสนั้นไม่ได้เป็นประเทศเท่านั้น
แต่เมื่อไรก็ตามที่อิสราเอลเคลื่อนกำลังเข้าไปในเลบานอน หรือว่ากลับกัน แล้วมีคนตายไปพันคน ก็จะถือว่าเป็นสงครามระหว่างประเทศ และจะมีการดำเนินการเข้าสู่กลไกของสหประชาชาติอย่างจริงจัง แต่สถานการณ์ในเวลานี้ ยังเข้าสู่กลไกดังกล่าวไม่ได้ แม้ว่าจะมีการประชุมในเรื่องนี้กันอยู่ เนื่องจากติดกับดักของความขัดแย้งระหว่างมหาอำนาจ
เมื่อถามว่าระหว่างอิหร่านกับอิสราเอล ฝ่ายใดจะเป็นฝ่ายเริ่มการโจมตีโดยตรงก่อน รศ.ดร. ปณิธานกล่าวว่า ขึ้นอยู่กับว่าความชอบธรรมนั้นจะอยู่กับฝ่ายไหน การป้องกันตนเอง (Self-Defense) สามารถกระทำได้บนเวทีระหว่างประเทศ แต่ฝ่ายนั้นจะต้องมีความชัดเจนกว่าว่าเป็นฝ่ายที่กำลังจะถูกบุกรุก ถูกคุกคาม
แต่ถ้าอยู่ดี ๆ เข้าไประรานเขา ซึ่งกรณีนี้มีศัพท์คำว่า “provoke (ยั่วยุ)” อยู่ในสนธิสัญญา อยู่ดี ๆ เข้าไปรุกรานเขาโดยไม่มีภัยคุกคามอย่างยิ่งยวด (eminence track) จนต้องเข้ายึดครองเชิงป้องกัน (preemptive seize) หรือ แย่งชิงอำนาจ (preemption)
ซึ่งถ้าไม่มีการปฏิบัติตามกติกาสากลนี้ ฝ่ายรุกรานก็จะแย่ เพราะจะถูกนานาชาติรุมประณาม และสหประชาชาติอาจจะส่งกองกำลังเข้าไปช่วยรักษาสันติภาพ ทั้ง 2 ฝ่ายจึงต้องระวัง นอกจากนี้อิหร่านเองก็ไม่กล้าเข้าไปโจมตีอิสราเอล ถ้าไม่จวนตัวจริง ๆ ดังนั้นทั้ง 2 ฝ่ายจะหยั่งเชิงกันไป ยั่วกันมา ดูว่าฝ่ายใดจะเป็นฝ่ายหมดความอดทนก่อน
แต่การที่อิหร่านยิงขีปนาวุธใส่อิสราเอลนั้น เนื่องจากว่ายังไม่มีการเคลื่อนกำลังเข้าไป จึงยังไม่เข้าสู่กลไกของสหประชาชาติ แต่ถ้าหากว่าอิสราเอลจะเคลื่อนกำลังไปให้ถึงอิหร่านเลยนั้น ตนเองเห็นว่ากำลังของอิสราเอลมีไม่มากพอ เรื่องจากว่าตึงตัวเกินไป และยังคงต้องคงกำลังเอาไว้รับมือกับฮามาสบางส่วน ทางตอนใต้ของเลบานอนบางส่วน และที่ไปโจมตีฮูตีอีกส่วนหนึ่ง อิสราเอลมี 3 สมรภูมิแล้วในเวลานี้
นอกจากนี้ตนเองยังทราบมาว่า มีปฏิบัติการบางอย่างในอิรักแล้ว แต่ตนเองยังไม่ขอยืนยัน กำลังตรวจสอบอยู่ ซึ่งที่อิรักและซีเรียนั้นมีฐานที่มั่นของกองกำลังต่อต้านอิสราเอลอยู่ กำลังมีการตรวจสอบอยู่ว่ามีเครื่องบินรบของอิสราเอลบินออกไปหรือไม่
การที่อิสราเอลกระจายกำลังออกไปในหลายสมรภูมินั้น ทำให้ยากสำหรับอิสราเอลที่จะเข้าโจมตีอิหร่าน มีกำลังไม่พอ มีความตึงตัว อีกทั้งยังต้องข้ามพื้นที่ไปไกล (หากจะเดินทางจากอิสราเอลไปอิหร่านนั้น จะต้องผ่านเลบานอน, ซีเรีย หรือจอร์แดนไปก่อนที่จะเข้าสู่อิรัก เพื่อที่จะไปให้ถึงอิหร่าน ระยะห่างกันราว ๆ 1 พันกิโลเมตร) ซึ่งถ้าไม่ได้ชาติอาหรับช่วยสนับสนุนก็คงเป็นไปได้ยาก
นอกจากนี้มีข่าวว่าโครงการอาวุธนิวเคลียร์ของอิหร่านนั้นใกล้ประสบความสำเร็จแล้ว และตัวอย่างการทูตเชิงนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก จนแม้สหรัฐ, รัสเซีย, จีน, ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ยังต้องไปขอเจรจากับเกาหลีเหนือ ซึ่งอิหร่านเองก็อาจจะเอาอย่างเกาหลีเหนือได้เช่นกัน ซึ่งถ้าหากว่าอิหร่านมีอาวุธนิวเคลียร์แล้ว อิสราเอลก็ต้องรีบมาคุยกับอิหร่านด้วย ก่อนที่อิสราเอลจะเดือดร้อน
อย่างไรก็ดี โอกาสที่ทั้ง 2 ฝ่ายจะสู้รบกันโดยตรงนั้น ก็มีโอกาสมากขึ้นเยอะ แต่ไม่ถึงขั้นปรอทแตก หรืออันตรายสุด ๆ แต่ทั้งนี้ถ้าหากไม่ดำเนินการเลยก็จะเสียโอกาส ซึ่งเมื่อหลายสัปดาห์ก่อน มีการประกาศว่ากำลังจะเข้าสู่บริบทใหม่ของสงคราม (enter the new phase of war) ซึ่งคนเหล่านี้เวลาพูดมักจะเอาจริง และมีนัยยะซุกซ่อนอยู่เสมอ
ซึ่งช่วงนี้ถือว่าเปราะบางและอันตรายมาก และเข้าไปควบคุมอิสราเอลได้ยาก มันเดินด้วยการเมืองภายใน กลไกภายใน แต่ตนเองคิดว่าถ้าไม่สังหารผู้นำหลายคนจะมีโอกาสเสี่ยงมากกว่านี้เยอะ
แต่ในขณะนี้เหตุผลและน้ำหนักในการเข้าไปจัดการกับอิหร่านเลยนั้นลดลงไปมาก เพราะว่าไม่สามารถกล่าวอ้างความชอบธรรมว่าอิหร่านอยู่เบื้องหลังฮิซบุลลอฮ์ได้ ยกเว้นว่าจะสามารถพิสูจน์ได้อย่างชัดเจนว่า อิหร่านมีอาวุธนิวเคลียร์จริง ๆ
ก่อนหน้านี้สหราชอาณาจักรเคยกล่าวอ้างว่าอิรักมีอาวุธอานุภาพทำลายล้างสูง (Weapon of Mass Destruction) และมีการส่งกองกำลังเข้าไป แต่ในภายหลังไม่สามารถหาอาวุธดังกล่าวได้ จึงทำให้อิสราเอลไม่กล้าที่จะกล่าวอ้างเช่นนั้น
แต่ถ้าหากว่าอิหร่านมีอาวุธนิวเคลียร์จริง ก็คงจะไม่มีการใช้กำลังทางบก แต่คงจะเป็นการโจมตีอย่างหนักจากทางอากาศ และถ้าอิหร่านเคลื่อนกำลังเข้ามาค่อยทำการโจมตี แต่การที่จะกระทำเช่นนั้นก็ไม่ง่าย หากไม่ได้รับความร่วมมือจากพันธมิตรในตะวันออกกลาง อิสราเอลไม่สามารถรบกับอิหร่านโดยตรงเพียงชาติเดียวได้แน่
แต่ทั้งนี้ไม่เห็นแนวโน้มเช่นนั้น เพราะทั้ง 2 ชาติคืนดีต่อกันพอสมควร แต่หลายประเทศก็เป็นกังวล และไม่พอใจอิหร่านในหลายเรื่อง
เมื่อถามว่ามีโอกาสหรือไม่ที่อิสราเอลจะได้รับไฟเขียวมาจากสหรัฐ รศ.ดร. ปณิธานกล่าวว่า อิสราเอลอาจจะได้รับไฟเขียวมาจากสหรัฐ จึงได้ออกลาดลายขนาดนี้ แต่ในปฎิบัติการในครั้งนี้ สหรัฐเอาตัวออกห่าง เนื่องจากว่ามันผิดกฎหมายระหว่างประเทศได้ง่าย ๆ
อีกทั้งสหรัฐทำท่าว่าหัวเสีย เนื่องจากไม่ได้รับการแจ้งเตือนจนเครื่องบินรบของอิสราเอลขึ้นบิน ซึ่งก็ไม่ทราบว่าจริงหรือไม่ เนื่องจากสหรัฐเองก็มีลวดลายเยอะเช่นกัน แล้วก็เนียนมากด้วย ฮอลีวู้ดดราม่าว่าเนียนแล้ว แต่วอชิงตันดราม่านี่ เนียนกว่าเยอะจนดูแทบไม่ออก
แต่ตนเองเห็นว่าทั้ง 2 ฝ่ายร่วมมือกันลึกซึ้งมาก เพื่อที่จะได้แก้ไขปัญหาที่เขาเห็นว่าเป็นภัยคุกคามลำดับแรกก็คือภัยที่มาจากนิวเคลียร์อิหร่าน ซึ่งถือว่าเป็นภัยร่วมกันจนแกะแทบไม่ออก และจะกระทบต่ออีกหลายชาติ เช่นสหราชอาณาจักร เยอรมัน และอีกหลายชาติที่เป็นพันธมิตรของเขา
นอกจากนี้เบื้องหลังของอิหร่านนั้นยาวไปจนถึงจีนและรัสเซีย ไม่ใช่เรื่องเฉพาะอิหร่าน ดังนั้นเรื่องนี้เป็นเรื่องแรกที่อิสราเอลได้รับไฟเขียวมา พวกเขาใกล้ชิดกันมาก ตนเองเคยไปเข้าร่วมการประชุมชาวยิวของสหรัฐ มีนักการเมืองคนสำคัญของสหรัฐมากันเยอะมาก และนักการเมืองเหล่านั้นมาเต้นระบบแบบชาวยิว แสดงให้เห็นถึงความสนิทสนมกันระหว่างอิสราเอลและสหรัฐ
นอกจากนี้ ในช่วงการเลือกตั้งของสหรัฐ จะต้องมีการแสดงความเข้มแข็งของสหรัฐเพื่อเรียกคะแนนเสียง ซึ่งอิสราเอลก็ทราบดี และใช้โอกาสนั้น ซึ่งเป็นอันตรายและน่าเป็นห่วง อีกทั้งการปฏิบัติการอย่างจำกัดต่อเป้าหมายนิวเคลียร์ และปฎิบัติการทางอากาศนั้น ยังถือว่ามีความน่าเป็นห่วงอยู่
อิสราเอลอาจจะอ้างได้ว่าอิหร่านมีฐานนิวเคลียร์ แต่ผลที่จะตามมานั้นจะหนักกว่าเดิมเยอะ เพราะว่าอิหร่านนั้นไม่ใช่ฮิซบุลลอฮ์, ฮามาส หรือฮูติ แต่การส่งกองกำลังเข้าไปเปลี่ยนแปลงการเมืองการปกครองแบบที่ทำกับซัดดัม ฮุสเซน อดีตประธานาธิบดีของอิรักนั้น ตนเองคิดว่าไม่สามารถกระทำได้ เพราะว่าชาติอาหรับคงไม่เอาด้วย อีกทั้งอิหร่านเองก็ไม่ใช่เล่น
(ในปี 2546 กองทัพสหรัฐและพันธมิตรได้ส่งกองกำลังเข้าไปในอิรัก โดยกล่าวหาว่าอิรักนั้นมีอาวุธอานุภาพทำลายล้างสูงไว้ในครอบครอง และโค่นล้มระบอบการปกครองของประธานาธิบดีซัดดัม ฮุสเซน)
ดังนั้นสิ่งที่น่ากลัวที่สุดจึงถือว่ายังสามารถที่จะสบายใจได้ แต่ก็ต้องเฝ้าระวัง โดยเฉพาะในประเทศไทยของเราเอง ซึ่งชาวอิหร่านเคยเข้ามาปฎิบัติการในบ้านเราแล้วหลายครั้ง