เบื้องหลังยารักษาโรคมะเร็งเม็ดแรกของคนไทย 243 ปีแห่งการปูรากฐานการสาธารณสุขไทย การลงทุนเพื่อสังคมของราชวงศ์จักรี
โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ประกาศว่าราชวิทยาลัยฯ ประสบความสำเร็จในการขึ้นทะเบียนตำรับยา “อิมครานิบ 100” ยารักษาโรคมะเร็งแบบมุ่งเป้าชนิดเม็ดตำรับแรกที่ผลิตขึ้นในประเทศไทย โดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เมื่อวันที่ 20 พ.ค. 2568 ที่ผ่านมา
อิมครานิบ 100 เป็นยารักษาโรคมะเร็งที่มีประสิทธิภาพสูงในการรักษา ให้ผลการรักษาที่ดี และมีอาการข้างเคียงที่ต่ำกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับการรักษาด้วยเคมีบำบัดแบบดั้งเดิม ยาสามารถนำไปใช้รักษาโรคมะเร็งได้หลากหลายชนิด
แต่เดิมยาที่ถูกคิดค้นขึ้นในสหรัฐ และได้รับการอนุมัติจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (FDA) ของสหรัฐอเมริกาเมื่อวันที่ 10 พ.ค. 2544 ซึ่งการค้นพบและความสำเร็จทางคลินิกของยานี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง จนได้รับการขนานนามว่าเป็น “ยาปาฏิหาริย์”
แต่ที่ผ่านมา ประเทศไทยต้องนำเข้ายาชนิดนี้มาโดยตลอด และตัวยามีมูลค่าสูงถึงเม็ดละ 1,000 บาท [1] ซึ่งการผลิตยาชนิดนี้ได้เองนั้น ทำให้สามารถลดต้นทุนการรักษาลงได้ถึง 10 เท่า ทำให้คนไทยมีโอกาสในการเข้าถึงการรักษาโรคมะเร็งได้มากขึ้น
สำหรับความสำเร็จในการพัฒนายาอิมครานิบ 100 นี้ เกิดขึ้นจากพระอัจฉริยภาพและพระปรีชาสามารถในสมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี
โดยพระองค์ทรงวางพระนโยบายการวิจัยและผลิตยารักษาโรคมะเร็งอย่างรอบคอบ ให้ความสำคัญกับการดูแลผู้ป่วยในทุกมิติ รวมถึงการพัฒนายารักษาโรคมะเร็งชนิดมุ่งเป้าที่มีประสิทธิภาพสูงและมีอาการข้างเคียงต่ำ
พระองค์ทรงสนพระทัยด้านการเคมีการแพทย์มาตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ และทรงพัฒนาองค์ความรู้ด้านเคมีการแพทย์เพื่อประโยชน์ทางการแพทย์และสาธารณสุข โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการวิจัยและรักษาโรคมะเร็ง ซึ่งนำไปสู่การก่อตั้งศูนย์มะเร็งจุฬาภรณ์ในปี 2552 ก่อนที่จะทรงแตกแขนงหน่วยงานวิจัยด้านการแพทย์ออกไปอย่างกว้างขวางและครอบคลุมในเวลาต่อมา
ทั้งนี้ การทรงงานด้านการแพทย์ของสมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ฯ นี้ ถือเป็นการสืบสาน รักษา และต่อยอดพระราชกรณียกิจของบูรพกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรีที่ทรงลงทุนพัฒนาด้านการสาธารณสุขไทยมาตลอดระยะเวลากว่า 243 ปีที่ผ่านมา
โดยในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (รัชกาลที่ 1) ทรงบูรณะวัดโพธาราม (วัดโพธิ์) และทรงให้รวบรวมตำรายาแผนโบราณ จารึกไว้บนผนังระเบียงวัด นอกจากนี้ยังทรงจัดตั้งกรมหมอโรงพระโอสถเพื่อจัดหายา และรัชกาลที่ 2 ทรงสืบสานและพัฒนาต่อมาจนเป็น “ตำราหลวงสำหรับโรงพระโอสถ” เพื่อประโยชน์ของประชาชน
รัชกาลที่ 3 ทรงโปรดฯ ให้จารึกตำรายาแผนโบราณบนแผ่นหินอ่อนติดผนังวัดพระเชตุพนฯ บรรยายสาเหตุและการรักษาโรค ซึ่งถือเป็น “มหาวิทยาลัยเปิดแห่งแรก” ของประเทศไทย อีกทั้งพระองค์ยังทรงเปิดรับวิทยาการการแพทย์ของตะวันตกเข้ามาในราชอาณาจักรด้วย
รัชกาลที่ 5 ทรงสร้าง “โรงพยาบาลศิริราช” ซึ่งเป็นโรงพยาบาลสาธารณะแห่งแรกของประเทศในปี พ.ศ. 2431 เพื่อการดูแลสุขภาพสำหรับคนยากจน อีกทั้งยังทรงโปรดให้มีการตั้งโรงเรียนแพทย์ และมีการตีพิมพ์ตำราแพทย์และเภสัชกรรมแห่งชาติในรัชสมัยของพระองค์อีกด้วย
สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก (สมเด็จพระบรมราชชนกในรัชกาลที่ 8 และ 9 และสมเด็จพระอัยกาในรัชกาลที่ 10) ทรงเป็นพระบรมวงศานุวงศ์พระองค์แรกที่ทรงสนพระทัยอย่างจริงจังในด้านการแพทย์และสาธารณสุข โดยทรงจบการศึกษาด้านแพทยศาสตร์จากสหรัฐ
อีกทั้งยังเป็นผู้ที่เจรจากับมูลนิธิร็อกกี้เฟลเลอร์ เพื่อขอความช่วยเหลือในการพัฒนาระบบบริการทางการแพทย์ของไทย อีกทั้งยังทรงบริจาคทุนทรัพย์ส่วนพระองค์เพื่อการก่อสร้างโรงเรียนแพทย์ โรงพยาบาล และหอพักพยาบาล รวมถึงทุนการศึกษาสำหรับแพทย์และพยาบาลไปศึกษาต่อต่างประเทศอีกด้วย
ในขณะที่สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี (สมเด็จย่า สมเด็จพระบรมราชชนนีในรัชกาลที่ 8 และ 9 และสมเด็จพระอัยยิกาเจ้าในรัชกาลที่ 10) ทรงจบด้านการพยาบาลจากสหรัฐ และทรงใส่พระทัยด้านการสาธารณสุขของประชาชนผู้ยากไร้ตามถิ่นทุรกันดาร ซึ่งเป็นที่มาของ “มูลนิธิแพทย์อาสาสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี” (พอ.สว.) ที่ยังคงสืบสานพระราชปฎิธานของพระองค์มาจนถึงปัจจุบัน
ทั้งหมดนี้ คือส่วนหนึ่งของพระราชกรณียกิจในด้านการแพทย์และสาธารณสุขของราชวงศ์จักรีที่มีการสืบสาน รักษา ต่อยอดอย่างต่อเนื่องมากว่า 243 ปี เป็นการลงทุนทางสังคม เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนชาวไทยทั้งมวลอย่างแท้จริง
#TheStructure
#TheStructureEssay
#สาธารณสุข #ราชวงศ์จักรี
#ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์
อ้างอิง
[1] Bangkok Post, “’Price not issue’ in cancer drugs row”, https://www.bangkokpost.com/thailand/general/1315555/price-not-issue-in-cancer-drugs-row