ไชยชนก ชิดชอบ เลือดใหม่-บ้านใหญ่ ค่ายสีน้ำเงิน กับภารกิจพาภูมิใจไทยเข้าสู่พื้นที่การเมืองกระแส
วันนี้คนที่ติดตามการเมืองทุกคน คงไม่มีใครที่ไม่รู้จัก “นก” ไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย และยังเป็นลูกชายของเนวิน ชิดชอบ หลังจากเขาได้สร้างปรากฎการณ์พูดว่าจะไม่มีวันเห็นด้วยกับ “กาสิโน” กลางการประชุมสภาผู้แทนราษฎร โดยไม่สนใจว่าจะอยู่ในฐานะพรรคร่วมรัฐบาลหรือไม่
ซึ่งการกระทำครั้งนั้นได้สร้างแรงกระเพื่อมในหลายช่องทาง ทั้งภายในพรรคภูมิใจไทยเองที่อาจมีหลายคนมองว่าเป็นการวางตัวที่ไม่เหมาะสมในฐานะ สส.และเลขาธิการพรรค
รวมถึงพรรคเพื่อไทยที่เป็นแกนนำรัฐบาลที่อาจตั้งข้อสงสัยว่า เป็นเกมต่อรองทางการเมืองอะไรของพรรคภูมิใจไทย และครูใหญ่แห่งบุรีรัมย์หรือไม่
ขณะเดียวกันท่าทีของไชยชนก ชิดชอบ ก็เป็นที่ชื่นชอบและถูกใจมวลชนฝั่งอนุรักษ์นิยมและกลุ่มคนที่กำลังคัดค้านกาสิโน อยู่นอกสภาฯ เป็นอย่างมาก ถึงขั้นถูกนำไปเปรียบเทียบกับ สส.และผู้นำพรรคร่วมรัฐบาลบางพรรคเลยทีเดียว
ภายในวันเดียว สื่อทุกสำนักทั่วทั้งประเทศไทยได้รายงานเกี่ยวกับคำพูดของ ไชยชนก ชิดชอบ และทำให้สปอตไลต์จากทั่วทุกสาระทิศส่งมาที่ชื่อของเขา จากที่ก่อนหน้านั้นไม่ค่อยมีใครรู้จักเขาในแวดวงการเมืองสักเท่าไร
—
บังเอิญ ตั้งใจ หรือเป็นกลยุทธ์
—
ทั้งที่หากเราย้อนฟังดูการอภิปรายตัวเต็มจะพบว่า ประโยคเหล่านั้นเป็นเพียงแค่พูดเกริ่นนำก่อนที่เขาตั้งใจจะสื่อว่า ตอนนี้มีเรื่องที่ควรพิจารณามากกว่า พ.ร.บ.สถานบันเทิงครบวงจร หรือแม้แต่ พ.ร.บ.ภาษีบ้านเกิดเมืองนอน ที่พรรคภูมิใจไทยกำลังนำเสนอ
แต่เป็นเรื่องของภัยพิบัติที่กระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่และเศรษฐกิจของคนไทยทั่วประเทศ จึงอยากให้รัฐบาลประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินและเร่งทำเรื่องนี้ให้เป็นวาระแห่งชาติเท่านั้น
แต่นั่นไม่สำคัญ…เมื่อวันนี้สปอตไลต์ในวงการการเมืองช่วงก่อนปิดสงกรานต์ ถูกส่องไปที่ไชยชนก ชิดชอบหมดแล้ว
หากจะมองว่านี่เป็นการวางกลยุทธ์ในการสร้างตัวตน หรือ แสดงจุดยืนบางประการของนักการเมืองหนุ่มในวัย 35 ปี ก็ต้องถือว่า “ไม่ธรรมดา” เลยทีเดียว
—
ก่อนเข้าสู่เส้นทางการเมือง
—
ไชยชนก ชิดชอบ วัย 35 ปี ได้รับเลือกเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดบุรีรัมย์ เขต 2 ในการเลือกตั้งปี 2566 และได้รับเลือกเป็นเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย เมื่อวันที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2567 แทนศักดิ์สยาม ชิดชอบ ผู้เป็นอา ที่ลาออกจากตำแหน่ง
โดยประวัติก่อนเข้าสู่เส้นทางการเมือง ไชยชนก เดินทางไปศึกษาที่ประเทศอังกฤษตั้งแต่อายุ 8 ปี โดยจบการศึกษาระดับมัธยมที่โรงเรียน Millfield Preparatory School ก่อนจะจบศึกษาด้านการจัดการการเงินระหว่างประเทศ จากมหาวิทยาลัยในลอนดอน
หลังจากจบการศึกษา ไชยชนกวัย 25 ปีได้เดินทางกลับมายังประเทศไทย พร้อมกัสมัครเข้ารับราชการทหารทันที โดยเป็นทหารกองประจำการ สังกัดกองทัพบก ผลัด 1 ในปี 2558
หลังพ้นจากทหารกองประจำการแล้ว เขาได้กลับมาช่วยดูแลทีมฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด และสนามแข่งรถสนามช้างอินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต บุรีรัมย์ (Chang International Circuit) ในฐานะรองผู้อำนวยการสายงานการตลาดและการสื่อสาร บริษัท บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด จํากัด ในช่วงระหว่างปี 2562-2564
นอกจากนี้เขายังได้เป็นผู้ก่อตั้งบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด อีสปอร์ต และมีส่วนร่วมนำทีมชนะเลิศการแข่งขันอารีนาออฟเวเลอร์ ทั้งโปรลีก 2 สมัย และระดับนานาชาติในปี พ.ศ. 2564 และเป็นผู้เปิดสนามแข่ง Predator Arena อะคาเดมีสำหรับผู้มีใจรักกีฬาอีสปอร์ตขึ้นที่บุรีรัมย์ด้วย
โดยปัจจุบันจากสถิติปี 2566 บุรีรัมย์ติดท็อป 5 เศรษฐกิจอีสาน ทั้งที่เป็นจังหวัดไม่มีนิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ แต่ก็สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ถึง 108,467 ล้านบาทในช่วงเวลาเพียงไม่กี่ปี โดยการผลักดันการท่องเที่ยวเชิงกีฬา และอุตสาหกรรมบริการในพื้นที่ ซึ่งปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเป็นหนึ่งในผลงานสำคัญจากบ้านใหญ่ตระกูลชิดชอบ
—
กลุ่มเลือดใหม่แห่งค่ายสีน้ำเงิน
—
เมื่อเข้าสู่เส้นทางการเมือง นอกจากตำแหน่งเลขาธิการพรรคแล้ว ไชยชนก ยังถือเป็นหนึ่งใน 16 กรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทยชุดใหม่ หรือกลุ่มยังเติร์กตามแนวคิด “เจนใหม่-บ้านใหญ่-มีของ” ซึ่งหมายถึงนักการเมืองเลือดใหม่ที่มาจากก็ลูกหลานของบ้านใหญ่ในแต่ละพื้นที่
กลุ่มนักการเมืองวัย 30-45 ปีที่มาพร้อมกับวิธีคิดแบบคน Gen Y ที่แม้จะเคารพต่อผู้ใหญ่ แต่ก็มีความกล้าที่จะยืนหยัดแนวคิดของตนและพร้อมรับกับความเปลี่ยนแปลงของโลกในยุคปัจจุบัน เช่นเดียวกับที่สังคมได้เห็นจาก แบต-ภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 2 ที่เพิ่งสร้างชื่อจากช่วงการอภิปรายไม่ไว้วางใจในช่วงก่อนหน้านี้
โดยไชยชนกได้ระบุว่า ภูมิใจไทยยุคใหม่ไม่ได้ยึดติดกับฝั่งขวา-ซ้าย หรือป้ายของ “หัวขบวนฝั่งอนุรักษ์นิยม”เพราะภูมิใจไทยนั้นเป็นได้ทั้งอนุรักษนิยมและเสรีนิยม ขึ้นอยู่กับว่าประเด็นทางสังคมนั้นควรมีจุดยืนที่เหมาะสมอย่างไร
จึงเป็นที่น่าสนใจว่า “กลุ่มเลือดใหม่ของค่ายสีน้ำเงิน” จะสามารถฝ่ากระแสของความเบื่อหน่ายของประชาชนที่มีต่อนักการเมืองและวัฒนธรรมการเมืองเก่าๆ จนหันไปเลือกพรรคสีส้มกันอย่างถล่มทลายในการเลือกตั้งปี 2566 ที่ผ่านมาได้อย่างไร
เพราะที่ผ่านมา “การเมืองกระแส” ถือเป็นจุดอ่อนสำคัญที่สุดของพรรคภูมิใจไทย ที่เน้นฐานคะแนนเสียงกับการเมืองในพื้นที่เพียงอย่างเดียว
แต่หากวันใดที่พรรคภูมิใจไทยสามารถสร้างการเมืองกระแส และนำมาประสานกับความแข็งแกร่งของการเมืองบ้านใหญ่ในพื้นที่ได้ พวกเขาจะกลายเป็นพรรคการเมืองที่น่าจับตามองที่อาจขึ้นมาแทนที่พรรคเพื่อไทย ที่นับวันจะยิ่งอ่อนแรงและเสื่อมความนิยมลงเรื่อยๆ จากปัญหาในการบริหารราชการแผ่นดินและพิษเศรษฐกิจที่เจออยู่ในทุกวันนี้