เขมรฟ้อง UN ชี้ไทยเป็นภัยคุกคามภูมิภาค อ้างไทยโจมตีโดยปราศจากการยั่วยุ กัมพูชาเลยโต้ตอบ ขอสหประชาชนประชุมด่วนและมีมติให้ไทยหยุดรุกราน
เมื่อเวลา 12:53 น. ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชาออกแถลงการณ์ส่งถึง อาซิม อิฟติการ์ อาหมัด ประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UN) อ้างไทยเป็น “ผู้รุกราน” และเป็น “ภัยต่อความมั่นคงในภูมิภาค”
และขอให้ UN เรียกประชุมด่วน เพื่อให้ไทยหยุดรุกรานกัมพูชา โดยมีข้อความในแถลงการณ์ดังนี้
ข้าพเจ้าขอแจ้งให้ท่านและสมาชิกคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติทุกท่านทราบโดยเร่งด่วนถึงการรุกรานด้วยอาวุธต่อกัมพูชาโดยกองกำลังทหารไทย ณ พื้นที่ชายแดนระหว่างราชอาณาจักรกัมพูชาและราชอาณาจักรไทย ดังต่อไปนี้:
ตั้งแต่เช้าตรู่ของวันที่ 24 กรกฎาคม 2025 กองกำลังติดอาวุธของไทยได้เปิดฉากโจมตีโดยปราศจากการยั่วยุล่วงหน้า และเป็นการวางแผนล่วงหน้าอย่างจงใจต่อจุดยุทธศาสตร์ของกัมพูชาตามแนวชายแดน รวมถึงบริเวณวัดตาโมนธม วัดตาแกรบ และบริเวณมอมเบย ในจังหวัดพระวิหารและอุดรมีชัย
กัมพูชาขอประณามอย่างรุนแรงที่สุดและแสดงความไม่พอใจอย่างลึกซึ้งต่อการรุกรานทางทหารโดยปราศจากการยั่วยุและมีการวางแผนล่วงหน้าของกองกำลังไทย การโจมตีนี้เป็นการละเมิดหลักการไม่รุกรานและการแก้ไขข้อพิพาทโดยสันติ ซึ่งเป็นหลักการพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศ รวมถึงหลักการสำคัญที่บัญญัติไว้ในกฎบัตรสหประชาชาติและกฎบัตรอาเซียน ที่ห้ามการข่มขู่หรือการใช้กำลังต่อบูรณภาพแห่งดินแดนของรัฐใด ๆ และเป็นการไม่เคารพต่อจิตวิญญาณแห่งความเป็นเพื่อนบ้านที่ดี ซึ่งกัมพูชาได้พยายามรักษาไว้มาโดยตลอด
เมื่อเผชิญกับการรุกรานอย่างโจ่งแจ้งนี้ กองกำลังของกัมพูชาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องตอบโต้เพื่อป้องกันตนเอง เพื่อรักษาอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของประเทศ กัมพูชาขอเรียกร้องให้ไทยยุติการสู้รบทันที ถอนกำลังออกจากพื้นที่ชายแดน และหลีกเลี่ยงการกระทำที่ยั่วยุเพิ่มเติมซึ่งอาจทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง
ขออนุญาตกล่าวถึงว่า ความตึงเครียดบริเวณชายแดนและการปะทะกันทางอาวุธยังคงดำเนินต่อไประหว่างกัมพูชาและไทย แม้จะมีอนุสัญญาฝรั่งเศส-สยาม ปี 1904 และสนธิสัญญา ปี 1907 รวมถึงแผนที่ที่จัดทำโดยคณะกรรมการกำหนดเขตแดนระหว่างอินโดจีนและสยาม ซึ่งจัดตั้งขึ้นภายใต้เครื่องมือทางกฎหมายระหว่างประเทศทั้งสองฉบับ และบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการสำรวจและปักปันเขตแดนทางบก (MOU-2000) ซึ่งทั้งสองฝ่ายตกลงร่วมกันในการปักปันเขตแดนตามเอกสารทางกฎหมายเหล่านี้
เช่นเดียวกับกรณีที่ผ่านมา ความขัดแย้งบริเวณชายแดนในครั้งนี้เกิดจากการที่ไทยยืนยันอ้างสิทธิ์เหนือพื้นที่ชายแดน โดยใช้แผนที่ที่จัดทำขึ้นฝ่ายเดียวซึ่งไม่มีฐานทางกฎหมาย และขัดต่อพันธกรณีภายใต้ MOU-2000 นอกจากนี้ ไทยยังกล่าวหากัมพูชาอย่างไม่มีมูลความจริงเกี่ยวกับเหตุระเบิดของกับระเบิด หลังจากเจ้าหน้าที่ไทยเบี่ยงเบนจากเส้นทางลาดตระเวนที่เคยประสานกันไว้ และสร้างเส้นทางใหม่ผ่านดินแดนของกัมพูชา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีการบันทึกไว้อย่างเป็นทางการว่าเป็นเขตกับระเบิด
การรุกรานนี้เป็นสิ่งที่น่าประณามอย่างยิ่ง โดยเกิดขึ้นในขณะที่กัมพูชากำลังดำเนินการแก้ไขปัญหาเขตแดนกับไทยอย่างสันติและเป็นกลางผ่านกลไกทั้งทวิภาคีและระหว่างประเทศ ดังที่ประชาคมระหว่างประเทศทราบดี รัฐบาลกัมพูชาได้ตัดสินใจเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2025 ให้ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) พิจารณาข้อพิพาทในพื้นที่ชายแดน 4 แห่ง ได้แก่ มอมเบย วัดตาโมนธม วัดตาโมนทช และวัดตาแกรบ การยกระดับทางทหารโดยไทยเกิดขึ้นแม้จะมีคำเรียกร้องจากภูมิภาคและนานาชาติให้ใช้ความยับยั้งชั่งใจและหาทางออกโดยสันติ รวมถึงความมุ่งมั่นของกัมพูชาในการเจรจา เช่น การเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) ณ กรุงพนมเปญ เมื่อวันที่ 14-15 มิถุนายน 2025
จากการรุกรานอย่างรุนแรงล่าสุดของไทย ซึ่งเป็นภัยคุกคามต่อสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาค ข้าพเจ้าขอเรียกร้องให้มีการประชุมฉุกเฉินของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติเพื่อยุติการรุกรานของไทย และขอความกรุณาท่านช่วยเผยแพร่จดหมายฉบับนี้ต่อสมาชิกคณะมนตรีฯ ในฐานะเอกสารของคณะมนตรี
ขอแสดงความนับถืออย่างสูง
ฮุน มาเนต นากยรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา
#TheStructure
#TheStructureNews
#ชายแดนไทยกัมพูชา #ไทยนี้รักสงบถึงรบไม่ขลาด #กัมพูชายิงก่อน