ธนาคารกลางถูกออกแบบมาเพื่อรองรับการดำเนินนโยบายที่ต้องให้น้ำหนักกับเสถียรภาพในระยะยาว… หน้าที่ในการมองยาวของธนาคารกลางจึงต้องมาพร้อมกับ “อิสระในการดำเนินงาน” เพื่อให้บรรลุพันธกิจดังกล่าว
ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวสุนทรพจน์ในงาน สัมมนาวิชาการธนาคารแห่งประเทศไทย ประจำปี 2567 เมื่อวันที่ 20 ก.ย. 2567 ในหัวข้อ “หนี้: The Economics of Balancing Today and Tomorrow” ว่าในทุกวันนี้ หนี้ครัวเรือนของไทยได้เพิ่มขึ้นจาก 50% ของ GDP เป็น 90% พร้อมภาวะการเงินของครัวเรือนไทยที่เปราะบางมากขึ้นเรื่อย ๆ
นอกจากนี้การลงทุนของไทยโดยรวม เติบโตลดลงจาก 10% ต่อปี เหลือ 2% และในภาคอุตสาหกรรมไทย มีบริษัทเพียงไม่ถึง 3% เท่านั้นที่ลงทุนใน R&D ทำให้การลงทุนในด้านนี้ของไทยยังต่ำเพียงประมาณ 1% ของ GDP เทียบกับเกาหลีใต้ที่สูงถึง 5% ของ GDP
อีกทั้งยังเผชิญหน้ากับปัญหาการเปลี่ยนแปลงภาวะภูมิอากาศที่รุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ และส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจและชีวิตความเป็นอยู่ของคนทั่วโลก
ปัญหาเหล่านี้แม้จะดูแตกต่างกัน แต่กลับมีความเกี่ยวข้องกันโดยตรง เป็นปัญหาที่เกิดจากการตัดสินใจโดยคำนึงถึงผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นในระยะสั้นเป็นหลัก และไม่ได้ให้ความสำคัญกับต้นทุนที่เกิดขึ้นในอนาคตมากเท่าที่ควร สร้างภาระหนี้ให้ตนเองในอนาคต หรือคนรุ่นหลังต้องมาชดใช้ในภายภาคหน้า
ปัญหาหนี้ที่เราทุกคนกำลังประสบอยู่นี้ เกิดได้จากทั้ง behavioral bias หรือข้อจำกัดในการตัดสินใจของปัจเจก และจากสถาบันที่ไม่เอื้อให้ปัจเจก คำนึงถึงผลประโยชน์ในอนาคตอย่างเพียงพอ
ในบริบทของประเทศไทยเอง ก็มีตัวอย่างของนโยบายในอดีตที่ให้น้ำหนักกับการ แก้ปัญหาเฉพาะหน้ามากเกินไป ซึ่งมีงานวิจัยที่ชี้ให้เห็นว่านโยบายเหล่านั้นอาจ ส่งผลต่อประเทศในระยะยาว ตัวอย่างเช่น นโยบายพักหนี้เกษตรกรในอดีตที่ทำในวงกว้าง ทำอย่างต่อเนื่อง ยาวนาน และไม่มีเงื่อนไขการรักษาวินัยทางการเงินที่ดี ส่งผลให้ลูกหนี้กว่า 60% มี โอกาสเป็นหนี้เรื้อรัง และกว่า 45% มีโอกาสผิดนัดชำระหนี้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ในทางกลับกัน นโยบายที่จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศในระยะยาว ที่อาจต้องแลกมาด้วยต้นทุนในวันนี้ ก็เป็นไปได้ยากที่จะเกิดขึ้น เช่น การเพิ่มรายได้ภาษีในรูปแบบต่าง ๆ ที่จะทำให้ฐานะทางการคลังของประเทศยั่งยืนขึ้น หรือการเพิ่มงบประมาณด้านการศึกษา ที่จะทำให้เราสามารถพัฒนาทรัพยากรบุคคลของประเทศให้พร้อม
สำหรับวันข้างหน้า สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ กำลังทำให้ประเทศเสียโอกาสที่จะพัฒนาศักยภาพ เสริมสร้างเสถียรภาพในระยะยาว ก่อให้เกิด “ปัญหาหนี้” ที่แม้จะไม่ใช่เราแต่คนที่อยู่ในประเทศของเราต้องแบกรับในอนาคต
“นโยบายการเงินมีต้นทุนและ ผลประโยชน์ที่ผู้ดำเนินนโยบายต้องพยายามรักษาสมดุลทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ธนาคารกลางทั่วโลก มีพันธกิจที่คล้ายคลึงกันคือ ไม่เพียงต้องการเห็นเศรษฐกิจขยายตัว แต่ต้องเสริมสร้างให้เกิดการเติบโตอย่างยั่งยืนด้วย ซึ่งต้องอาศัยเสถียรภาพด้านราคาและ เสถียรภาพระบบการเงินเป็นพื้นฐานสำคัญ
ธนาคารกลางจึงถูกออกแบบมาเพื่อรองรับการ ดำเนินนโยบายการเงินที่ต้องให้น้ำหนักกับเสถียรภาพในระยะยาว ถึงแม้การกระตุ้นเศรษฐกิจ จะสามารถทำได้ผ่านการกำหนดอัตราดอกเบี้ยให้อยู่ในระดับต่ำซึ่งจะสนับสนุนให้เศรษฐกิจ ขยายตัวได้รวดเร็วในระยะสั้น แต่มักต้องแลกมาด้วยภาวะเงินเฟ้อ และอาจเป็นการสะสมความ เปราะบางในระบบเศรษฐกิจจากการก่อหนี้เกินตัวหรือพฤติกรรมเก็งกำไรของนักลงทุน ซึ่งจะ ฉุดรั้งการเติบโตในระยะยาวหรือนำไปสู่วิกฤตร้ายแรงได้
หน้าที่ในการมองยาวของธนาคารกลางจึงต้องมาพร้อมกับอิสระในการดำเนินงาน เพื่อให้บรรลุพันธกิจดังกล่าว หลาย ๆ ครั้งในการทำหน้าที่ของธนาคารกลางต้องดำเนินนโยบายในลักษณะที่สวนทางกับวัฏจักรเศรษฐกิจ ซึ่งกระทบต่อทุกภาคส่วนเป็นวงกว้างและย่อมมีทั้งผู้ที่ได้ประโยชน์และเสียประโยชน์
ดังนั้น หากธนาคารกลางไม่อิสระเพียงพอก็อาจทำให้เสียหลักการของการมองยาวได้งานวิจัยจำนวนมากชี้ให้เห็นว่าความเป็นอิสระและความน่าเชื่อถือของธนาคารกลางเป็นปัจจัยสำคัญในการทำให้เกิดเสถียรภาพด้านราคา” ดร.เศรษฐพุฒิกล่าว
ดร.เศรษฐพุฒิกล่าวย้ำถึงบทบาทของ ธปท. ในการดำเนินการเพื่อช่วยให้ระบบ เศรษฐกิจของประเทศมีเสถียรภาพและประสิทธิภาพในระยะยาว และการพัฒนาระบบ การเงินที่ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้บริการทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียมและทั่วถึง เพื่อ สนับสนุนครัวเรือนและธุรกิจในการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจในโลกยุคใหม่
“ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า งาน สัมมนาวิชาการครั้งนี้ จะช่วยสร้างความตระหนักรู้ และจุดประกายให้พวกเราทุกคนมาร่วมเป็น ส่วนหนึ่งของการผลักดันให้สังคมไทยมีหนี้อย่างสมดุล เพื่อสร้างความเป็นอยู่ที่ดีของคนใน สังคม ทั้งในวันนี้ และวันหน้า” ดร.เศรษฐพุฒิกล่าว