เส้นทางอันรุ่งโรจน์ ที่ถูกย้อมไว้ด้วยเลือดและน้ำตา เบื้องหลังความสำเร็จของ ‘DeepSeek’ และวงการ AI ของจีน ที่เต็มไปด้วยการแข่งขันที่ดุเดือดราวกับการทำศึกสงคราม ศิราวุธ ภุมมะกสิกร
การปรากฏตัวของ “DeepSeek” AI แชตบอตสัญชาติจีน ที่มีต้นทุนในการพัฒนาต่ำกว่าแชตบอตจากสหรัฐ แต่มีประสิทธิภาพเหนือกว่า ChatGPT ของ OpenAI อีกทั้งยังใช้เวลาในการพัฒนาเพียง 2 เดือนเท่านั้น (ตามคำกล่าวอ้างของบริษัท DeepSeek)
ทำให้เกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับงบประมาณมหาศาลที่บริษัทเทคยักษ์ใหญ่ใช้ในการพัฒนาโมเดล AI จนส่งผลให้มูลค่าหุ้นของบริษัทเทคจากสหรัฐและยุโรป ร่วงตกลงไปถึง 34 ล้านล้านบาทในคืนเดียว
และถ้าหากพิจารณาถึงขีดความสามารถของจีนด้านเทคโนโลยีในปัจจุบัน เราจะเห็นถึงขีดความสามารถของจีนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตในหลายด้าน ไม่ว่าจะในด้านยานยนต์ไฟฟ้า (EV) หรือสินค้าอื่น ๆ ของจีนในอุตสาหกรรมไฮเทคอย่าง หัวเหว่ย, Tiktok
ซึ่งทั้งหมดนี้ ทำให้เกิดคำถามว่า จีนที่เคยเป็นประเทศด้อยพัฒนาในช่วงปลายศตวรรษที่ 20 สามารถก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีแห่งศตวรรษที่ 21 ในช่วงเวลาไม่ถึงชั่วอายุคนได้อย่างไร ?
อนาคตที่ขึ้นกับวิทยาศาสตร์และวิศวกรรม
เมื่อแรกจีนเปิดประเทศ ใช้นโยบาย “1 ประเทศ 2 ระบบ” ของเติ้ง เสี่ยวผิง ผู้นำสูงสุดของจีนในช่วงต้นคริสต์ทศวรรษ 1980 เปิดโอกาสให้ประเทศจีนคอมมิวนิสต์ สามารถใช้ระบบเศรษฐกิจและการเมืองแบบทุนนิยมได้
อีกทั้งเติ้ง ยังมีแนวคิดว่า การพัฒนาประเทศในอนาคตนั้นมีความจำเป็นที่จะต้องพึ่งพาวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมเป็นอย่างมาก ทำให้พรรคคอมมิวนิสต์จีนพยายามเฟ้นหาตัวบุคลากรสายวิทยาศาสตร์ เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศในฐานะสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์เป็นจำนวนมาก
และนี่เป็นเหตุผลว่า ภายหลังจากที่เติ้งถึงแก่อสัญกรรมไปแล้ว ผู้นำจีนรุ่นต่อมา ไม่ว่าจะเป็นเจียง เจ๋อหมิน, หู จิ่นเทา และสี จิ้นผิง ล้วนแต่จบการศึกษาจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ทั้ง 3 คน
จีนส่งนักศึกษาไปศึกษาต่อในชาติตะวันตกด้านวิทยาศาสตร์เป็นจำนวนมาก ในขณะที่ในประเทศ จีนมุ่งเน้นการพัฒนาการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อการพัฒนา “ทรัพยากรบุคคล” ในทุกระดับ เพื่อให้จีนมีศักยภาพด้านเทคโนโลยีตั้งแต่ระดับฐานราก
อีกทั้งรัฐบาลจีนเปิดรับการลงทุนจากต่างชาติ ภายใต้เงื่อนไขว่าจะต้องมีการ “ถ่ายทอดเทคโนโลยี” เหล่านั้นให้คนจีนด้วย ซึ่งทำให้จีนสามารถพัฒนาขึ้นมาอยู่แถวหน้าของโลกได้อย่างรวดเร็ว
ทะเลเลือดที่สร้างนักรบที่แข็งแกร่ง
ดร. หลี่ไคฟู อดีตประธานกูเกิ้ลไชน่าระบุในหนังสือ “AI Super Powers” ของเขาว่า 4 ปัจจัยในการพัฒนา AI นั้นประกอบไปด้วย
1 ข้อมูลมหาศาล
2 นักธุรกิจที่กล้าลุย
3 วิศวกรซอฟต์แวร์
4 รัฐบาลที่คอยสนับสนุน
ซึ่งจำนวนข้อมูลที่มหาศาลนั้น ต้องการ 2 ปัจจัยประกอบได้แก่ การมีจำนวนประชากรที่มหาศาล และการมี เดต้าเซ็นเตอร์ ที่พร้อมรับมือกับจำนวนข้อมูลที่มหาศาลเหล่านั้น ซึ่งในประเด็นนี้นั้นจะเห็นได้ว่าจีนนั้นมีข้อได้เปรียบจากการมีจำนวนประชากรกว่า 1.4 พันล้านคน ในขณะที่สหรัฐมีเพียง 340 ล้านคน
นอกจากนี้นั้น แนวทางการพัฒนาเทคโนโลยีในภาคธุรกิจของสหรัฐกับจีนนั้นมีความแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง จากการที่บริษัทเทคของสหรัฐนั้น เน้นการวิจัยพื้นฐานและนวัตกรรมทางเทคโนโลยี เช่น การเรียนรู้เชิงลึก (deep learning) และปัญญาประดิษฐ์ทั่วไป
ในขณะที่จีนนั้นเน้นไปที่การพัฒนาเทคโนโลยีที่สามารถใช้งานได้จริง และสามารถทำเงินได้จริง ภายใต้สภาวะการแข่งขันที่ดุเดือด จนทำให้จีน Copy เทคโนโลยีคนอื่น ไม่ว่าจะจากต่างประเทศ หรือในประเทศเองอย่างไม่เลือกหน้า
ถึงแม้ว่า จีนจะถูกครหาว่า “ลอกเลียนแบบ” คนอื่นอย่างไม่เลือกหน้าในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา แต่ ดร. หลี่ กลับอธิบายว่า นักธุรกิจจีนเหล่านี้ เลือก Copy เฉพาะส่วนที่เป็นประโยชน์ และมีการต่อยอดพัฒนาเพื่อการตอบโจทย์ของลูกค้าให้ได้มากที่สุด
และ ดร.หลี่ระบุว่าจีนพัฒนาเทคโนโลยีภายใต้สภาพแวดล้อมที่ไม่ต่างไปจากการทำสงคราม ในขณะที่สหรัฐนั้นยังคงยึดติดกับศักดิ์ศรี ไม่ใช้วิธีที่พวกเขาเห็นว่าเป็น “ลูกเล่นสกปรก”
แต่การที่นักธุรกิจจีนอยู่ภายใต้สภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยลูกเล่นสกปรกเหล่านี้ บีบบังคับให้คนจีนต้องเร่งใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการพัฒนา และพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนธุรกิจอย่างไม่หยุดหย่อน ไปพร้อมกับการสร้างแนวป้องกันการถูกลอกเลียนแบบไปพร้อม ๆ กัน
ตระหนักรู้ในปัญหา และหาทางออกแต่เนิ่น ๆ
นับตั้งแต่ที่จีนเปิดประเทศ และสร้างเมืองเซินเจิ้น ให้กลายเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษในปี 2523 สินค้าจีนก็เริ่มออกสู่ตลาดโลก โดยส่วนมากจะเป็นสินค้า Copy คุณภาพต่ำ จนทำให้คนไทยเรียกสินค้าจีนติดปากว่า “ของก๊อปเซินเจิ้น” และจากปัญหาเหล่านี้ ทำให้จีนถูกกีดกันทางการค้าในประเด็นสินค้าที่มีการละเมิดลิขสิทธิ์อย่างมาก
จนในปี 2549 ได้มีการออกหนังสือวิจารณ์แนวโน้มและทิศทางในการพัฒนาประเทศจีนที่กำลังอยู่ในช่วงขาขึ้น แต่ก็ตามมาด้วยปัญหาที่รุมเร้ามากมาย ทั้งในด้านเศรษฐกิจ และสังคมของจีน (หนังสือดังกล่าวได้รับการแปลเป็นภาษาไทยในชื่อ “มหาอำนาจจีนบนทางแพร่ง”)
และหลังจากนั้น รัฐบาลจีนออกมาตรการต่าง ๆ เพื่อการแก้ปัญหาเหล่านั้นอย่างจริงจัง จนกระทั่งประเทศจีนก้าวขึ้นสู่ประเทศชั้นนำทางด้านเศรษฐกิจ และเทคโนโลยีเหล่านี้ ผ่านการตระหนักรู้ในปัญหาของตัวเอง และลงมือแก้ไขปัญหาพัฒนาอย่างจริงจังนั่นเอง
ศิราวุธ ภุมมะกสิกร
คอลัมนิสต์ The Structure