ความไม่สมดุลระหว่างค่าใช้จ่ายรัฐสวัสดิการ กับขีดความสามารถในการเก็บภาษีของเมือง ที่นำไปสู่ภาวะล้มละลายของเบอร์มิงแฮม
สัญญาณสำคัญในปัจจุบันอย่างหนึ่งที่เริ่มก่อตัวอย่างช้า ๆ ในโลก โดยเฉพาะในบรรดาประเทศพัฒนาแล้วส่วนใหญ่ คือ การเพิ่มขึ้นของผู้สูงอายุเป็นจำนวนมากเมื่อเทียบเป็นอัตราส่วนกับประชากรวัยทำงาน ซึ่งประเทศพัฒนาแล้วส่วนใหญ่ก็จะมีระบบสวัสดิการยามเกษียณ หรือบำนาญรายเดือน ซึ่งโดยหลัก ๆ แล้วจะเป็นการให้บำนาญรายเดือนจากรัฐบาลกลางโดยตรง
แต่ในบางประเทศก็จะมีการสนับสนุนสวัสดิการในระดับท้องถิ่นด้วย ซึ่งอังกฤษก็เป็นหนึ่งในประเทศที่ท้องถิ่นมีส่วนสำคัญในการบำรุงพื้นที่ ดูแลระบบการศึกษา รวมทั้งการสนับสนุนกลุ่มคนเปราะบางในพื้นที่ให้รักษามาตรฐานครองชีพตามความเหมาะสม
อย่างไรก็ตาม กรณีการประกาศล้มละลายของนครเบอร์มิงแฮม ซึ่งเป็นเมืองขนาดใหญ่ของอังกฤษ ก็สามารถกล่าวได้ว่า เป็นสัญญาณเตือนสำคัญทั้งต่อรัฐบาลท้องถิ่นและรัฐบาลกลางของประเทศต่าง ๆ ทั้งในเรื่องการกำกับดูแลต่อการใช้จ่ายภาครัฐ และการรับมือภาระค่าใช้จ่ายภาครัฐที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงระยะหลัง ๆ มานี้
โดยกรณีแรกที่สามารถสะท้อนสาเหตุได้จากการประกาศล้มละลายของนครเบอร์มิงแฮม คือ รายจ่ายจากการวางระบบเทคโนโลยีของรัฐบาลท้องถิ่นได้บานปลายกว่าที่คาดการณ์เป็นจำนวนมากและใช้ระยะเวลาในการดำเนินการวางระบบสารสนเทศมากกว่าที่ได้ประเมินไว้ ตรงนี้ถือได้ว่าเป็นรายจ่ายที่เพิ่มขึ้นมาส่วนหนึ่ง
อีกกรณีหนึ่ง คือ รายจ่ายประจำของรัฐบาลได้สูงขึ้นจากการปรับระดับเงินเดือนของเจ้าหน้าที่รัฐทุกเพศให้มีระดับรายได้เท่าเทียมกัน จากการถูกฟ้องร้องจากเจ้าหน้าที่รัฐบาลท้องถิ่นหญิงหลายคนในชั้นศาล ต่อเรื่องค่าตอบแทนการทำงานที่น้อยกว่าเจ้าหน้าที่รัฐบาลท้องถิ่นชาย ซึ่งที่สุดแล้วศาลก็ตัดสินให้รัฐบาลท้องถิ่นเบอร์มิงแฮมต้องชดใช้ให้เจ้าหน้าที่รัฐหญิงและแบกรับรายจ่ายจำนวนมากจากกรณีนี้
และอีกกรณีที่ถือได้ว่าเป็นรายจ่ายก้อนใหญ่แถมยังพองมากขึ้นเรื่อย ๆ คือ รายจ่ายเรื่องสวัสดิการท้องถิ่นซึ่งเป็นการสนับสนุนความช่วยเหลือแก่กลุ่มคนที่เปราะบาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มผู้สูงอายุที่จะได้รับบำนาญรายเดือนและความช่วยเหลือเพิ่มเติมในระดับท้องถิ่น ซึ่งเมื่อประชากรวัยผู้สูงอายุในพื้นที่มีจำนวนมากขึ้นก็เป็นการทะยานรายจ่ายมหาศาลให้ทะลุเพดานยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ รายได้ของท้องถิ่นก็มีแนวโน้มน้อยลงเรื่อย ๆ โดยเฉพาะรายได้สำคัญอย่าง ภาษีธุรกิจท้องถิ่น และภาษีท้องถิ่นอื่น ๆ รวมทั้งภาระหนี้ที่รัฐบาลท้องถิ่นได้ก่อไว้หลายปีติตต่อกัน เนื่องจากรายจ่ายประจำปีมีมากกว่ารายรับมาอย่างต่อเนื่อง จึงต้องมีการกู้ยืมเป็นจำนวนมาก ซึ่งจะมีภาระดอกเบี้ยที่จะต้องชำระคืนในภายหลังพร้อมกับเงินต้นเมื่อครบกำหนดการชำระหนี้คืน
ยังไม่นับถึงการดำเนินนโยบายของรัฐบาลท้องถิ่นเบอร์มิงแฮมซึ่งมาจากพรรคแรงงานที่มีแนวคิดสนับสนุนแนวคิดรัฐสวัสดิการและพยายามผลักดันการใช้จ่ายภาครัฐให้สูงยิ่งขึ้นไปอีกเพื่อสนับสนุนแนวคิดสวัสดิการรัฐที่ครอบคลุมผู้คนในสังคม ในขณะที่รัฐบาลกลางของอังกฤษนั้นมาจากพรรคอนุรักษ์นิยมที่มีแนวคิดการควบคุมการใช้จ่ายภาครัฐไม่ให้ขาดดุลมากจนเกินไป
ซึ่งความแตกต่างของการดำเนินนโยบายของพรรคแรงงานและอนุรักษ์นิยมที่สำคัญ คือ พรรคอนุรักษ์นิยมของอังกฤษโดยส่วนใหญ่จะดำเนินนโยบายเศรษฐกิจสายกลางที่เน้นเสถียรภาพ ไม่ขึ้นภาษีโดยไม่จำเป็น และพยายามรักษาสมดุลทางเศรษฐกิจระหว่างการแทรกแซงเศรษฐกิจจากภาครัฐและการปล่อยกลไกตลาดให้ทำหน้าที่ทางเศรษฐกิจ
ในขณะที่พรรคแรงงานโดยส่วนใหญ่จะดำเนินนโยบายเศรษฐกิจที่ให้ความสำคัญกับการสร้างสวัสดิการสังคม การสนับสนุนการใช้ชีวิตผ่านการอุดหนุนต่าง ๆ จากภาครัฐในรูปของการแทรกแซงทางเศรษฐกิจจากรัฐส่วนกลางควบคู่กับการผลักดันการขึ้นภาษีแบบอัตราก้าวหน้าเพื่อนำรายได้เหล่านี้มาสนับสนุนรัฐสวัสดิการให้สามารถดำรงอยู่ได้อย่างต่อเนื่อง ทว่านโยบายเหล่านี้ก็ถูกมองจากคนบางส่วนว่า ไม่เป็นมิตรต่อธุรกิจและลดแรงจูงใจในทางเศรษฐกิจจากดำเนินนโยบายในลักษณะนี้
แน่นอนว่าเมื่อนครเบอร์มิงแฮมได้ประกาศล้มละลายก็ถือได้ว่าเป็นประเด็นใหญ่โตในอังกฤษ ทั้งในประเด็นการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม โดยในประเด็นการเมือง ทางรัฐบางท้องถิ่นเบอร์มิงแฮมก็ได้กล่าวหาว่า รัฐบาลกลางอังกฤษเป็นสาเหตุสำคัญของการล้มละลายจากการที่ได้ตัดงบสนับสนุนท้องถิ่นลงในช่วงเวลาที่ผ่านมา ก่อนที่จะถูกตอบโต้กลับในประเด็นดังกล่าวจากรัฐบาลอังกฤษ
ส่วนประเด็นเศรษฐกิจนั้น ก็เป็นการตอบย้ำถึงศักยภาพของนครเบอร์มิงแฮมที่เริ่มถดถอยลงจากรายได้ท้องถิ่นที่ลดลงและมีนโยบายที่สนับสนุนแนวคิดรัฐสวัสดิการ ซึ่งจะนำไปสู่ประเด็นสังคมที่เป็นข้อถกเถียงสำคัญทั้งในเรื่องสวัสดิการผู้สูงอายุ การสนับสนุนความช่วยเหลือทางการเงินแก่กลุ่มคนเปราะบางต่าง ๆ รวมทั้งการรับมือกับภาระรายจ่ายภาครัฐที่กำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
เพราะอย่าลืมว่า ในช่วงระยะหลัง ๆ ที่ผ่านมา อังกฤษได้ประสบปัญหาเงินเฟ้อในอัตราสูงซึ่งทำให้รายจ่ายภาครัฐสูงขึ้นตามไปด้วย ในขณะที่รายจ่ายคงที่อย่างบำนาญผู้สูงอายุก็มีแนวโน้มที่จะสูงขึ้นทั้งจากภาระเงินเฟ้อ จำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มมากขึ้นเมื่อเทียบอัตราส่วนกับวัยทำงาน และปริมาณความช่วยเหลือทางการเงินที่มีแนวโน้มสูงขึ้นจากนโยบายของพรรคแรงงานที่มองว่าบำนาญของอังกฤษนั้นถือว่าน้อยเมื่อเทียบกับประเทศส่วนใหญ่ในยุโรปที่มีจำนวนเงินและความช่วยเหลือที่มากกว่า
ดังนั้นแล้ว การล้มละลายของนครเบอร์มิงแฮมภายใต้การดูแลของรัฐบาลท้องถิ่นพรรคแรงงานนั้น สามารถสะท้อนถึงความท้าทายสำคัญของแนวคิดรัฐสวัสดิการที่กำลังเกิดขึ้นและจะรุนแรงมากขึ้นในอนาคต เนื่องจากว่าระบบรัฐสวัสดิการจะสามารถดำเนินไปได้ เมื่อมีวัยทำงานมากกว่าวัยสูงอายุพอสมควร จากการจ่ายภาษีในอัตราสูงของวัยทำงานเพื่อใช้ในการทำสวัสดิการภาครัฐ
ทว่า เมื่อจำนวนผู้สูงอายุเพิ่มมากขึ้น ประชากรวัยทำงานมีน้อยลง และค่าใช้จ่ายมีแนวโน้มสูงขึ้นจากภาวะเงินเฟ้อ ก็ทำให้แนวคิดรัฐสวัสดิการกำลังถูกท้าทายครั้งใหญ่จากสถานการณ์ต่าง ๆ และจะเป็นการพิสูจน์ถึงความอยู่รอดทั้งในระดับท้องถิ่นขนานไปกับระดับประเทศ
สุดท้ายนี้ นโยบายสวัสดิการรัฐแบบพื้นฐานคือสิ่งที่ควรมี ทั้งการศึกษา การสาธารณสุข และการสนับสนุนกลุ่มคนที่เปราะบางจริง ๆ ให้มีพื้นฐานในการต่อยอดชีวิต แต่การจะผลักดันแนวคิดรัฐสวัสดิการทั้งในระดับท้องถิ่นหรือแม้แต่ระดับชาติให้เป็นจริงนั้น จะต้องไม่ลืมว่า ระบบรัฐสวัสดิการเต็มรูปแบบก็ไม่ต่างจากระบบงูกินหางที่เมื่อเวลาผ่านไป ตัวงูก็จะใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ จนกินหางตนเองสักวันหนึ่ง ซึ่งกรณีของนครเบอร์มิงแฮมก็ถือว่าเป็นสัญญาณเตือนถึงตอนจบของระบบงูกินหางได้เป็นอย่างดี
โดย ชย
อ้างอิง:
[1] What is happening in ‘bankrupt’ Birmingham?
https://www.bbc.com/news/uk-england-birmingham-66730165
[2] Councils in England in crisis as Birmingham ‘declares itself bankrupt.’
[3] UK’s Second Largest City Birmingham Has Declared Itself Bankrupt. Here’s Why
[4] Birmingham residents warned ‘all bets are off’ on cuts as city council effectively bankrupt.
[5] ‘Bankrupt’ Birmingham council’s IT system cannot show accounts.