“การเปิดประเทศให้เป็นพื้นที่กลาง เป็นหลักการของประเทศไทยอยู่แล้ว และก็เคยทำมาแล้วในหลายกรณี”
สืบเนื่องจากการประชุมอย่างไม่เป็นทางการระหว่าง อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย, พลเอกอาวุโส มินอ่องหล่าย ประธานสภาบริหารแห่งรัฐเมียนมา และทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีของไทย ในฐานะที่ปรึกษาพิเศษของประธานอาเซียน ที่โรงแรมโรสวูด กรุงเทพ เมื่อวานนี้ (17 เม.ย. 2568)
รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร นักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงกล่าวว่าการประชุมครั้งนี้ มีความลึกลับซับซ้อน เนื่องจากมีความละเอียดอ่อน อีกทั้งยังเป็นที่จับตามองโดยชาติตะวันตก ซึ่งรวมถึงสหรัฐ ซึ่งเชื่อว่าสหรัฐเพิ่มระดับความเข้มข้นในการดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับเมียนมา
ดังนั้นรัฐบาลไทยจึงต้องระมัดระวังตัว เพื่อป้องกันไม่ให้เรื่องของเมียนมา เข้ามากระทบความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับชาติตะวันตก โดยพาะสหรัฐที่กำลังอยู่ในระหว่างการเจรจากับไทยในหลายเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องกำแพงภาษี
ทั้งนี้ เข้าใจว่าการพบกันในครั้งนี้ เป็นการพบกันโดยไม่มีกำหนดการของรัฐบาล แต่เป็นการพบกันของคณะที่ปรึกษาอย่างไม่เป็นทางการของนายกฯ มาเลเซีย ซึ่งประกอบไปด้วยอดีตนายกฯ ของไทย และอดีตรัฐมนตรีของประเทศในอาเซียนอีก 2 – 3 ชาติ ซึ่งรวมสิงคโปร์เข้ามาร่วมพูดด้วย
ซึ่งถ้าหากว่ามีการเชื้อเชิญขั้วอำนาจทางการเมืองในเมียนมา เช่น กลุ่มรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ (NUG) เข้ามาร่วมพูดคุยด้วย (นายกฯ มาเลเซียประกาศว่าวันนี้ ได้มีการหารือกับตัวแทนจาก NUG แล้ว) และกองกำลังติดอาวุธอื่น ๆ ที่มีตัวแทนอยู่ในประเทศไทย ก็อาจจะทำให้สามารถบรรลุข้อตกลงบางอย่างได้ โดยเฉพาะเรื่องของข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวที่เคยมีการประกาศออกไปแล้ว แต่ไม่ได้ผล
สำหรับรัฐบาลไทย ที่ถึงแม้ว่าจะไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับการประชุมในครั้งนี้โดยตรง แต่รัฐบาลยังจำเป็นที่จะต้องอำนวยการการรักษาความปลอดภัยให้แกบุคคลเหล่านี้ ในฐานะแขกของประเทศไทย เพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อย เนื่องจากว่ากลุ่มต่อต้านผู้นำเมียนมาหลายกลุ่มนั้นอยู่ในเมืองไทย
สำหรับการเปิดพื้นที่กลางในการสร้างสันติภาพในเมียนมานั้น ถ้าหากว่าประสบความสำเร็จ โดยเฉพาะข้อตกลงหยุดยิง ก็จะเป็นการสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยไปด้วย ถึงแม้ว่าจะเป็นการเจรจาอย่างไม่เป็นทางการก็ตาม
“การเปิดประเทศให้เป็นพื้นที่กลาง เป็นหลักการของประเทศไทยอยู่แล้ว และก็เคยทำมาแล้วในหลายกรณี อย่างเช่นกรณีของประเทศศรีลังกา เราก็เปิดประเทศให้กับหลายฝ่ายเข้ามาเจรจา ยุติความขัดแย้งได้ แล้วก็เป็นเรื่องที่สำคัญที่หลายฝ่ายก็ชื่นชม แล้วก็จริงๆ เราก็ได้มีการจัดกองกำลังรักษาสันติภาพไปช่วยเหลือประเทศเพื่อนบ้านอย่างเช่น อินโดนีเซียมาแล้ว” รศ.ดร. ปณิธานกล่าว
อย่างไรก็ดี เรื่องนี้มีความละเอียดอ่อน เนื่องจากว่ารัฐบาลเมียนมานั้น มีความเกี่ยวข้องกับจีนและรัสเซียด้วย ทำให้สหรัฐกดดันไทยมากขึ้น ซึ่งในเรื่องนี้ ไทยคงจะต้องร่วมมือกับสหรัฐมากขึ้น ดังนั้น ไทยจึงยังไม่สามารถทำอะไรอย่างเป็นทางการได้ แต่ยังคงต้องผลักดันให้ทุกฝ่ายใช้พื้นที่ของประเทศไทยให้เป็นประโยชน์
นอกจากนี้ ยังอาจจะเกิดสถานการณ์ที่พลิกผัน ซึ่งไทยต้องเตรียมรับมือให้ดี ๆ ส่วนการดำเนินการในครั้งนี้ ถือว่าเป็นการโยนหินถามทาง ซึ่งถ้าหากว่าผลลัพธ์ออกมาดี ค่อยยกระดับขึ้นไป
สำหรับตัวแปรสำคัญของความขัดแย้งในเมียนมานั้น อยู่ที่พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย และอองซาน ซูจี ที่ปรึกษาแห่งรัฐของ NUG ซึ่งทั้ง 2 ฝ่ายนี้นั้นถือว่าเป็นคู่ขัดแย้งโดยตรง และถ้าทั้ง 2 ฝ่ายนี้สามารถตกลงกันได้ ก็จะทำให้สถานการณ์คลี่คลายเร็วขึ้นมาก