สมรภูมิยานยนต์จีน VS ญี่ปุ่นในไทย ความเคลื่อนไหวในภาคการผลิต และภาคการตลาด รวมไปถึงผลประโยชน์ที่คนไทยจะได้รับ
การเข้ามาของคลื่นลูกใหม่ในแวดวงยานยนต์อย่าง อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ตามกระแสการขับขี่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อแก้ไขปัญหาโลกร้อน ซึ่งในขณะนี้ค่ายรถยนต์จากจีน ถือเป็นผู้เล่นรายใหญ่ในแวดวงยานยนต์ ที่ก้าวเข้ามาแข่งขันกับค่ายยานยนต์จากญี่ปุ่น
ในภาคการผลิต ค่ายยานยนต์ยักษ์ใหญ่จากจีน หลายรายวางแผนจะสร้างโรงงานผลิตในประเทศไทย โดยล่าสุด ฉางอัน ออโตโมบิล ได้จดทะเบียนพาณิชย์ในประเทศไทย เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เมื่อวานที่ 23 ส.ค. ที่ผ่านมา และกว่างโจว ออโตโมบิล กรุ๊ป หรือ จีเอซี ผู้ผลิตรถยนต์ GAC AION เองก็เตรียมเงินลงทุนเฟสแรก 6,400 ล้านบาท เพื่อตั้งโรงงานผลิตในประเทศไทย ในขณะที่ เชอรี่ ออโตโมบิล ก็มีแผนจะลงทุนในประเทศไทยภายในปีนี้ด้วยเช่นกัน
กระแสแห่งความเปลี่ยนแปลงของตลาดและอุตสาหกรรมยานยนต์ประเทศไทย มิได้จำกัดวงอยู่เพียงในภาคการผลิตเท่านั้น แต่ในภาคการตลาดในประเทศเอง ก็มีการเปลี่ยนแปลงด้วยเช่นกัน โดยค่ายยานยนต์จากจีน เลือกโมเดลธุรกิจรูปแบบเดียวกันคือ สร้างความร่วมมือกับผู้แทนจำหน่ายไทย ให้ดำเนินการขายแทน ในขณะที่บริษัทแม่จะมุ่งเน้นการผลิตเพียงอย่างเดียว
BYD ที่เข้าสู่ตลาดยานยนต์ในไทยก่อน แต่งตั้ง บริษัท เรเว่ ออโตโมทีฟ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทคนไทย 100% เป็นผู้แทนจำหน่าย ในขณะที่ฉางอัน ออโตโมบิล ที่ถึงแม้จะมีการจัดตั้งบริษัท ฉางอัน ออโต เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด แต่ก็มีการเตรียมเชิญเอเอเอส กรุ๊ป ของ “อนุศักดิ์ อินทรภูวศักดิ์” ตัวแทนจำหน่ายปอร์เช่ และ เบนท์ลีย์ และแอท ยูไนเต็ด ดีลเลอร์รายใหญ่โตโยต้า ของ “ทรงวิทย์ ฐิติปุญญา เข้ามาช่วยดูแลการขายและบริการหลังการขาย
เชอรี่ ออโตโมบิล จะดึงกลุ่มมหานคร ของประวิตร พันธ์สายเชื้อ มาช่วยดูแล ซึ่งรายละเอียดต่างๆ จะแถลงอย่างเป็นทางการในเร็ว ๆ นี้ ในขณะที่วิริยะ กรุ๊ป และ กลุ่มมหานคร ดีลเลอร์กับค่ายรถยนต์ญี่ปุ่นหลายราย เตรียมเปลี่ยนโชว์รูมในเครือ เพื่อการขายยานยนต์จากจีน
ทั้งนี้ ถึงแม้ว่าค่ายยานยนต์จากจีน จะเน้นการผลิตและจำหน่ายยานยนต์ไฟฟ้า (EV) เป็นสินค้าหลัก แต่ค่ายยานยนต์ญี่ปุ่น กลับมองตลาดแตกต่างออกไป ค่ายยานยนต์ญี่ปุ่น มองว่า โครงสร้างพื้นฐานการใช้งาน EV ในหลายแห่งทั่วโลกยังขาดความพร้อม ซึ่งจะเป็นช่องว่างให้ยานยนต์แบบไฮบริด (PHV) จะยังคงเป็นที่ต้องการต่อไปอีกอย่างน้อย 10 ปี
ซึ่งล่าสุด มิตซูบิชิเอง เตรียมการผลิตรถยนต์ PHV ในประเทศไทย ซึ่งนี่จะถือว่าเป็นครั้งแรกที่มิตซูบิชิจะผลิตรถยนต์ไฮบริดนอกประเทศญี่ปุ่น อีกทั้งการคาดการณ์ของค่ายยานยนต์ญี่ปุ่น สอดคล้องกับรายงานของบริษัทวิจัย GlobalData ซึ่งคาดว่ายอดขายรถยนต์ไฮบริดในอาเซียนจะเพิ่มขึ้นสิบเท่าเป็น 1.03 ล้านคัน ในปี 2035 และผลการสำรวจตลาดของบริษัทวิจัย Milieu Insight ในสิงคโปร์ พบว่ากลุ่มตัวอย่าง 42% ตัดสินใจไม่ซื้อ EVเพราะสถานีชาร์จไฟฟ้ามีน้อย
การขับเคี่ยวกันในแวดวงยานยนต์ ระหว่างค่ายญี่ปุ่น ผู้มาก่อน กับค่ายจีน ผู้มาใหม่ ทั้งในตลาดโลก และประเทศไทย ถือว่าเป็นที่น่าจับตาอย่างยิ่ง เนื่องจากทั้ง 2 ค่าย ต่างมองตลาดอาเซียน และประเทศไทยเป็นศูนย์กลางที่สำคัญ ทั้งในฐานะผู้ผลิต และผู้ซื้อที่สำคัญ
ประเทศไทย จะเป็นผู้ได้รับอานิสงส์จากการขับเคี่ยวของการแข่งขันแห่งยุคสมัยนี้ เนื่องจากการลงทุนในปัจจุบันจะเน้นการถ่ายทอดเทคโนโลยีควบคู่ไปด้วย เป็นการกระตุ้นทั้งเม็ดเงินทางเศรษฐกิจ เกิดการจ้างงาน และการพัฒนาบุคลากร องค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีไปพร้อม ๆ กัน
และในด้านการตลาด การแข่งขันระหว่าง 2 ผู้ขายจะทำให้ผู้ซื้ออย่างคนไทย จะได้รับประโยชน์ทั้งในด้านราคา และการบริการหลังการขายที่ดียิ่งขึ้นกว่าเดิม
ความเปลี่ยนแปลงในตลาดยานยนต์ของไทย จะเป็นอย่างไรต่อไป นับเป็นสิ่งที่น่าติดตามและจับตา