แก้ได้แล้ว 30 เรื่อง ‘ชัชชาติ’ แจงผลงานการลดฝุ่น PM2.5 ระยะ 1 ปี ชี้ฝุ่นเกิดจากคน ต้องแก้ที่คน
เมื่อวันที่ 6 ก.พ. 2567 นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 2.5) ในกรุงเทพมหานคร ครั้งที่ 1/2567 ที่ห้องนพรัตน์ ชั้น 5 ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (เสาชิงช้า) และผ่านระบบการประชุมออนไลน์
นายชัชชาติกล่าวว่า ตลอด 1 ปีที่ผ่านมา กรุงเทพมหานครได้ดำเนินมาตรการลดฝุ่นไปแล้ว ตามกรอบอำนาจหน้าที่ และได้มีการทำข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับที่มาของฝุ่น PM2.5 ว่ามาจากไหน ซึ่งมีอยู่ 3 ส่วน คือ โรงงานอุตสาหกรรม รถยนต์ และการเผาชีวมวล
โดยปริมาณฝุ่นที่เกิดในกรุงเทพมหานครหลัก ๆ มาจากรถยนต์ดีเซล แต่ในช่วงที่ฝุ่นสูงสาเหตุหลักคือฝุ่นที่มาจากนอกพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ทั้งนี้ประเทศไทยมีแผนวาระแห่งชาติเรื่องฝุ่นอยู่แล้ว ทุกหน่วยงานได้ดำเนินการตามหน้าที่ที่ต้องทำ
นายชัชชาติกล่าวว่า เมื่อเปรียบเทียบสถิติการเผา เปรียบเทียบช่วงวันที่ 1 – 31 ม.ค. ของปี 2566 กับ 2567 จะเห็นว่าจุดเผาในประเทศเพื่อนบ้านสูงขึ้น 93% จาก 25,856 จุด เป็น 49,983 จุด ในขณะที่จุดเผาในภาคกลางและภาคตะวันออก ลดลง 46% จาก 5,981 จุด เป็น 3,252 จุด และในกรุงเทพฯ ลดลง 83% จาก 6 จุดเหลือ 1 จุด
ทั้งนี้ กรุงเทพฯ ได้ดำเนินมาตรการลดฝุ่น 365 วัน ไปแล้วมากกว่า 30 เรื่อง เช่น “การลดควันดำ” ด้วยการกำจัดต้นตอฝุ่น โดยสถิติตั้งแต่ 1 ต.ค. 65 – 5 ก.พ. 67 มีการตรวจวัดควันดำรถยนต์ 297,935 คัน สั่งการแก้ไข 3,079 คัน
ตรวจสถานประกอบการ 12,380 ครั้ง สั่งการแก้ไข 8 แห่ง ตรวจสถานที่ก่อสร้าง 5,111 ครั้ง สั่งการแก้ไข 34 แห่ง ซึ่งในส่วนของเกณฑ์การตรวจสถานที่ก่อสร้าง หากไม่ผ่านเกณฑ์ 3 ครั้ง จะถูกพักใบอนุญาตก่อสร้าง นอกจากนี้
อีกทั้งยังได้ร่วมมือกับกรมการขนส่งทางบก เพื่อตรวจสภาพสถานตรวจสภาพรถเอกชน (ตรอ.) ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร รวม 118 แห่ง พบมีข้อบกพร่อง 17 แห่ง สั่งระงับบริการ 7 วัน เพื่อเร่งแก้ไขเร่งด่วน
อีกทั้งยังทำโครงการ “รถคันนี้ลดฝุ่น” เพื่อการปรับปรุงรถควันขาว โดยเชิญชวนประชาชนร่วมเปลี่ยนน้ำมันเครื่องและไส้กรองอากาศรถยนต์ ซึ่งในระหว่างวันที่ 18 ธ.ค. 2566 ถึง 29 ม.ค. 2567 มีรถยนต์เข้าร่วมโครงการแล้ว 168,442 คัน ช่วยลด PM2.5 จากภาคการจราจรได้ 8% ทั้งนี้คาดว่าภายในเดือนกุมภาพันธ์นี้ จะบรรลุเป้าหมาย 3 แสนคัน ซึ่งจะช่วยลด PM2.5 ลงได้ถึง 15%
ทั้งนี้ได้มีการเตรียมแผนการรับมือปัญหาฝุ่นขั้นวิกฤติ โดยมีเครือข่าย Work from Home (WFH) จำนวน 136 แห่ง รวมพนักงาน 53,545 คน โดยจะเริ่มใช้มาตรการดังกล่าวเมื่อคาดการณ์ค่าฝุ่นเป็นสีแดง หรือค่า PM2.5 มากกว่า 75 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร ต่อเนื่องกัน 3 วัน
มีการประสานเครือข่ายขยายห้องเรียนปลอดฝุ่น โดยดำเนินการแล้ว 61 โรงเรียน เปิดคลินิกมลพิษทางอากาศในโรงพยาบาลสังกัดกรุงเทพมหานคร 8 แห่ง และในภาคการเกษตร ได้มีการซื้อรถอัดฟางให้เกษตรกรในพื้นที่หนองจอก มีนบุรี คันนายาว ได้ใช้อัดฟางนำมาเป็นรายได้ อีกทั้งยังมีนวัตรกรรมย่อยสลายตอซังที่เหลือ ซึ่งสามารถลดเวลาในการย่อยได้ จาก 30 วันเหลือเพียง 7 วัน
นายชัชชาติกล่าวว่า แม้ว่าจะได้รับความร่วมมือที่ดีขึ้น แต่สุดท้ายอยู่ที่การเปลี่ยนพฤติกรรม เพราะฝุ่นเกิดจากคน หากคนไม่เปลี่ยนพฤติกรรมก็ยากที่จะลดฝุ่นได้ อีกทั้งในอนาคตอนาคตอาจจะมีฝุ่นจากเกษตรกรรมในประเทศมากขึ้น ก็ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด